ความหมายของความรู้

       ความรู้เป็นการผสมผสานของประสบการณ์ สารสนเทศ ความเข้าใจ ทักษะและความเชี่ยวชาญ รวมถึงสิ่งที่ได้รับจากการสั่งสมมาจากศึกษาเล่าเรียน ค้นคว้าและถ่ายทอด ที่นำไปสู่การกำหนดกรอบความคิดสำหรับการประเมิน ความเข้าใจ และการนำสารสนเทศและประสบการณ์ใหม่มาผสมรวมกัน
    
ประเภทของความรู้

1. ความรู้โดยนัย(Tacit Knowledge)
       เป็นความรู้ที่ซ่อนอยู่ในตัวบุคคล ยากที่จะถ่ายทอดออกมาเป็นตัวอักษร เช่น ความรู้ที่ได้จากประสบการณ์ พรสวรรค์ ความรู้สึกนึกคิด ทักษะในการทำงาน งานฝีมือ หรือการคิดในเชิงวิเคราะห์ ความรู้ประเภทนี้สามารถพัฒนาและแบ่งปันได้ และเป็นความรู้ที่สร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน

2. ความรู้ที่ชัดแจ้ง(Explicit Knowledge)  
       เป็นความรู้ที่เป็นเหตุและผล สามารถเขียนบรรยาย หรือถ่ายทอดมาเป็นตัวอักษร ข้อความ กฎเกณฑ์ สูตร นิยาม หรือลักษณะตัวแบบทางคณิตศาสตร์ได้ เช่น หนังสือ เอกสาร และคู่มือต่างๆ
       ความรู้โดยนัยมีความหมายมากกว่าความรู้ที่ชัดแจ้ง คือ มีสัดส่วนอยู่ประมาณ 80 : 20

การปรับเปลี่ยนความรู้ระหว่างความรู้ที่ชัดแจ้งและความรู้โดยนัยสามารถอธิบายได้ดังนี้

1. การแบ่งปันและสร้างความรู้โดยนัย สู่ความรู้โดยนัยระหว่างบุคคล ซึ่งเรียกว่า Socialization โดยเป็นการแลกเปลี่ยนผ่านประสบการณ์ การสังเกต การฝึกปฏิบัติ ระหว่างบุคคลที่สื่อสารกันโดยตรง

2. การแบ่งปันและสร้างความรู้โดยนัยไปสู่ความรู้ที่ชัดแจ้ง ซึ่งเรียกว่า Externalization เป็นการทำความรู้โดยนัยให้ชัดเจนด้วยวิธีการเปรียบเทียบ อุปมาอุปมัย สมมติฐาน หรือถ่ายทอดประสบการณ์มาเป็นลายลักษณ์อักษร

3. การแบ่งปันสร้างความรู้ที่ชัดแจ้ง ซึ่งเรียกว่า Combination โดยแลกเปลี่ยนและผสมผสานความรู้ที่ชัดแจ้งของบุคคลผ่านสื่อหรือช่องทางความรู้ต่างๆ เช่น เอกสาร การประชุม การสนทนา เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร

4. การแบ่งปันและสร้างความรู้ที่ชัดแจ้งสู่ความรู้โดยนัย ซึ่งเรียกว่า Internalization โดยการเรียนรู้และประสบการณ์ของบุคคลไม่ว่าจะเป็นความรู้โดยนัยหรือความรู้ที่ชัดแจ้ง จะรวมกลับมาเป็นความรู้โดยนัยที่ซ่อนฝังลึกอยู่ในตัวบุคคลนั้น
 
 
ความหมายของการจัดการความรู้(Knowledge Management)
      

       การจัดการความรู้ หมายถึง กระบวนการอย่างเป็นระบบในการสรรหา การเลือก การรวบรวมการจัดระบบ การสร้างและการจัดเก็บความรู้ ในลักษณะที่เป็นแหล่งความรู้ที่ทุกคนในองค์การสามารถเข้าถึงได้ง่ายและแบ่งปันความรู้กันได้อย่างเหมาะสม เพื่อที่จะพัฒนาตนเองและมีความสามารถที่นำความรู้ไปประยุกต์ใช้อันจะเกิดประโยชน์ต่อการปฏิบัติงานของตน ซึ่งจะส่งผลต่อการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันขององค์การ
 
ประโยชน์ของการจัดการความรู้

       • ช่วยเก็บรักษาความรู้ให้ควบคู่กับองค์การตลอดไป
       • ช่วยลดระยะเวลาการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การให้บริการ หรือการเรียนรู้งานใหม่
       • ปรับปรุงประสิทธิภาพและช่วยเพิ่มผลผลิตให้กับทุกส่วนขององค์การ
       • เสริมสร้างนวัตกรรมใหม่ทั้งด้านผลิตภัณฑ์และการบริการ
       • ส่งเสริมให้มีการเรียนรู้ แสดงความคิดเห็น และแลกเปลี่ยนความรู้ ซึ่งจะส่งผลให้บุคลากรมีคุณภาพเพิ่มขึ้นและสามารถประยุกต์ใช้ความรู้ในการปฏิบัติงานอันก่อให้เกิดประโยชน์ต่อองค์การ
       • ช่วยให้องค์การมีความพร้อมในการปรับตัวให้เหมาะสมกับการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมในการดำเนินธุรกิจเพื่อความอยู่รอดและได้เปรียบทางการแข่งขัน
 
รูปแบบการจัดการความรู้ ประกอบด้วยกระบวนการดังนี้

เป็นการจัดการเปลี่ยนแปลงและพฤติกรรม(Transition and Behavior Management)
       สร้างนวัฒนธรรมที่เอื้อต่อการแลกเปลี่ยนและแบ่งปันความรู้ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมจะต้องได้รับการสนับสนุนจากผู้บริหารและความร่วมมือของบุคลากร ทุกระดับ

การสื่อสาร(Communication)
       องค์การต้องมีการวางแผนการสื่อสารอย่างเป็นระบบ ต่อเนื่อง และสม่ำเสมอ โดยคำนึงถึงเนื้อหา กลุ่มเป้าหมาย รวมถึงช่องทางในการสื่อสาร

กระบวนการและเครื่องมือ(Process and Tools)
       มีกระบวนการและเครื่องมือที่เหมาะสม และเอื้อให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ในองค์การ

เรียนรู้(Learnng)
       เป็นการเตรียมความพร้อม สร้างความเข้าใจเพื่อให้บุคลากรตระหนักถึงความสำคัญในการจัดการความรู้ รวมถึงจัดการฝึกอบรมที่เหมาะสมให้กับบุคลากร

การวัดผล(Measurements)
       เลือกการวัดผลเพื่อให้ทราบถึงสถานะ ความคืบหน้า และผลที่ได้เป็นไปตามที่คาดหวังหรือไม่ อย่างไร ซึ่งจะช่วยให้องค์การสามารถทบทวน และปรับปรุงกระบวนการต่างๆ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของการจัดการความรู้

การยกย่องชมเชยและให้รางวัล(Recognition and Rewards)
       มีการยกย่องชมเชยและระบบการให้รางวัลเพื่อจูงใจให้บุคลากรเข้าร่วมกิจกรรม
 
บทบาทของเทคโนโลยีสารสนเทศต่อการจัดการความรู้ในองค์การ
       เทคโนโลยีสารสนเทสมีบทบาทสำคัญต่อการจัดการความรู้โดยเป็นเครื่องมือที่สนับสนุนการ จัดการความรู้ในองค์การให้มีประสิทธิภาพ ตัวอย่างของเทคโนโลยีที่ถูกนำมาใช้กับการจัดการความรู้ เช่น
       - ระบบจัดการเอกสารอิเล็กทรอนิกส์(Document and Content Management Systems)
       - ระบบสืบค้นข้อมูลข่าวสาร(Search Engines)
       - ระบบการเรียนรู้ทางอิเล็กทรอนิกส์(e-Learning)
       - ระบบประชุมอิเล็กทรอนิกส์ (Electronics Meeting Systems and VDO Conference)
       - การเผยแพร่สื่อผ่านระบบเครือข่าย(e-Broadcasting)
       - การระดมความคิดผ่านระบบเครือข่าย(Web Board หรือ e-Discussion)
       - ซอฟแวร์สนับสนุนการทำงานร่วมกันเป็นทีม(Groupware)
       - บล็อก(Blog หรือ Weblog) ซึ่งเป็นเครื่องมือในการแลกเปลี่ยนความรู้ หรือประสบการณ์ ผ่านพื้นที่เสมือน(Cyber Space)
                
       การจัดการความรู้ที่ดีนั้นจำเป็นต้องอาศัยเทคโนโลยี โดยเครื่องมือทางเทคโนโลยี(Technology Tools)ที่สนับสนุนการจัดการความรู้ เรียกว่า Knowware ซึ่งชุดซอฟต์แวร์จัดการความรู้ส่วนใหญ่จะประกอบด้วยเครื่องมือต่อไปนี้อย่างน้อยหนึ่งอย่าง ได้แก่

1. Collaborative Computing Tools: เครืองมือสนับสนุนการทำงานร่วมกัน หรือกรุ๊ปแวร์(Groupware) เป็นเครื่องมือที่ช่วยในการถ่ายทอดความรู้โดยนัย(Tacit Knowledge) ภายในองค์การ เช่น Lotus Notes/Domino, PlaceWare เป็นต้น

2. Knowledge Service: ประกอบด้วยซอฟแวร์หลักสำหรับการจัดการความรู้ รวมทั้งเป็นแหล่งเก็บความรู้และการเข้าถึงความรู้ สารสนเทศ และข้อมูลต่างๆ

3. Enterprise Knowledge Portals (EKP): เป็นประตูสู่ระบบจัดการความรู้ขององค์การ ซึ่งเว็บศูนย์รวมของการจัดการความรู้(Knowledge Portals)ส่วนใหญ่จะบูรณาการความรู้ กลไกการรายงาน และการทำงานร่วมกัน ในขณะที่การจัดการเอกสารและความรู้จะได้รับการดำเนินการด้วยเซิร์ฟเวอร์

4. Electronic Document Management Systems (EDM): เป็นระบบที่มุ่งการจัดการเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ในรูปแบบที่เน้นการทำงานร่วมกัน สนับสนุนการเข้าถึงเอกสารต่างๆ ผ่านทางเว็บเบราเซอร์ทางเครือข่ายอินทราเน็ตขององค์การ ระบบ EDM ช่วยให้การจัดการเอกสารและกระแสงาน(Wordflow) สามารถทำได้อย่างราบรื่น อีกทั้งยังสนับสนุนการสร้างและการแก้ไขปรับปรุงเอกสารร่วมกัน

5. Knowledge Harvesting Tools: เป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์อย่างมากในการจับความรู้โดยนัย เนื่องจากยอมให้ผู้ที่ให้ความรู้(Knowledge Contributor) มีส่วนเกี่ยวข้องเพียงเล็กน้อย (หรือไม่มีเลย) ในการพยายามเก็บเกี่ยวความรู้นั้น

6. Search Engines: ทำหน้าที่ในการจัดการความรู้ เช่น การค้นหาและดึงเอกสารที่ต้องการมาจากแหล่งเก็บเอกสารขนาดใหญ่ขององค์การ

7. Knowledge Management Suites (KMS): เป็นโซลูชั่นการจัดการความรู้แบบครบชุดที่รวมเทคโนโลยีการสื่อสาร การทำงานร่วมกัน และการจัดเก็บ(Storage)ในชุดเดียวกัน(A Single Convenient Package) ซึ่งสามารถเข้าถึงฐานข้อมูลภายในและแหล่งความรู้จากภายนอกได้
 
ปัจจัยที่เอื้อต่อความสำเร็จ

       1. ได้รับการสนับสนุนจากผู้บริหาร ซึ่งผู้บริหารในองค์การมีความเข้าใจและตระหนักถึงความสำคัญ รวมทั้งประโยชน์ที่ได้รับจากการจัดการความรู้
       2. มีเป้าหมายของการจัดการความรู้ที่ชัดเจน ซึ่งเป้าหมายนี้จะต้องสอดคล้องกับกลยุทธ์ขององค์การ
       3. มีวัฒนธรรมองค์การที่เอื้อต่อการแลกเปลี่ยนและแบ่งปันความรู้ภายในองค์การ
       4. มีการนำเทคโนดลยีสารสนเทศมาใช้เป็นเครื่องมือในการจัดการความรู้ เช่น ค้นหาความรู้ วิเคราะห์ข้อมูล จัดระเบียบและดึงเอาความรู้ไปใช้อย่างเหมาะสม
       5. ได้รับความร่วมมือจากบุคลากรทุกระดับ และบุคลากรต้องตระหนักถึงความสำคัญและเห็นถึงคุณค่าของการจัดการความรู้
       6. มีการวัดผลของการจัดการความรู้ ซึ่งจะช่วยให้องค์การทราบถึงสถานะ และความคืบหน้าของการจะจัดการความรู้ ทำให้สามารถทบทวนและปรับปรุงกลยุทย์ รวมทั้งกิจกรรมต่างๆเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้
       7. มีโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับหรือเอื้อให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้
       8. มีการพัฒนาการจัดการความรู้อย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง

Comment

Comment:

Tweet

ไอหมาาาาา

#5 By (203.158.120.60|203.158.120.60) on 2015-04-01 12:55

ไอ้เดชชชชชช

#4 By (203.158.120.60|203.158.120.60) on 2015-04-01 12:54

Excellent ! I appreciate your work ! I like to say your site is great very impressive and informative.Keep it up

#3 By Essay writing (182.178.29.153) on 2010-10-12 13:52

รักพี่โย

#2 By (125.24.164.11) on 2009-08-27 22:28

open-mounthed smile confused smile sad smile angry smile tongue

#1 By (61.90.86.53) on 2009-07-26 15:26