ระบบการวางแผนทรัพยากรองค์การ (ERP)

      ระบบวางแผนทรัพยากรองค์การหรือที่เรียกว่า ERP ย่อมาจาก Enterprise Resource Planning  เป็นระบบสารสนเทศที่บูรณาการงานหลักต่างๆ เช่น  การจัดซื้อจัดจ้าง  การขาย  การบัญชี  และการบริหารบุคคลฯลฯ  เข้าด้วยกันโดยเชื่อมโยงกันแบบเรียลไทม์(Real Time) เพื่อตอบสนองความต้องการข้อมูลหรือสารสนเทศโดยภาพรวมและการตัดสินใจอย่างมีประสิทธิภาพและทันท่วงที ก่อนการนำERP มาใช้ แต่ละฝ่ายแต่ละแผนกมักจะมีระบบคอมพิวเตอร์และโปรแกรมเฉพาะสำหรับการทำงานของตนเอง
      การนำERP มาใช้เหมือนกับการเชื่อมโยงให้เกาะต่างๆรวมเป็นแผ่นดินแผ่นเดียวกัน โดยมีการเชื่อมโยงกันอย่างเรียลไทม์ของระบบต่าง ๆ ที่กระจัดกระจายเข้าด้วยกันและทำงานกับฐานข้อมูลเดียวกัน  ช่วยให้ผู้บริหารสามารถรับรู้สถานภาพการทำงานของฝ่ายหรือแผนกต่างๆได้อย่างทันท่วงที
 
วิวัฒนาการของระบบ ERP

      ก่อนที่จะมีระบบ ERP  วงการอุตสาหกรรมได้นำระบบการวางแผนความต้องการวัสดุ  หรือที่เรียกว่า MRP(Material Requirements Planning) มาช่วยสนับสุนนการดำเนินงาน เกี่ยวกับการหารายการและจำนวนวัสดุที่ต้องการตามแผนการผลิตที่วางไว้ และนำมาช่วยด้านบริหารการผลิต ซึ่งระบบ MRP ได้รับการยอมรับว่า สามารถช่วยลดระดับวัสดุคงคลังให้ต่ำลง ลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็นออก และช่วยให้การวางแผนและการสั่งซื้อวัตถุดิบให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น ต่อมาระบบการผลิตมีความซับซ้อนมากขึ้น จึงมีการขยายขอบเขตระบบ MRP จากเดิมโดยรวมเอาการวางแผน และการบริหารทรัพยากรการผลิตอื่นๆ เช่น การวางแผนงบการจัดซื้อวัตถุดิบ  การวางแผนกำลังคนในการผลิต ซึ่งเป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับแรงงาน และ ต้นทุนการผลิต หรือการเงินเข้ามาในระบบ  เรียกว่าระบบ MRPII (Manufacturing Resource Planning)  แต่ระบบ MRP ยังไม่สามารถสนับสนุนการทำงานทั้งหมดในองค์การได้จึงมีการขยายระบบให้ครอบคลุมงานทุกหลักอย่าง  จึงเป็นที่มาของระบบ ERP ในปัจจุบันได้ขยายขีดความสามารถของระบบ ERP ให้สามารถบูรณาการเข้ากับระบบงานภายนอกองค์การ เช่น ระบบบริหารความสัมพันธ์กับลูกค้า(Customer Relationship Management : CRM) ระบบการบริหารห่วงโซ่อุปทาน(Supply Chain Management : SCM) และพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์(E-Commerce) เป็นต้น
 
กระบวนการทางธุรกิจที่สนับสนุนโดยระบบ ERP

      ERP เป็นแอปพลิเคชั่นที่ช่วยจัดกระบวนการทางธุรกิจ(Business Process)ทั้งหมดในองค์การ ไม่ว่าจะเป็นกระบวนการผลิตสินค้า  กระบวน การฝ่ายการเงิน และ การบัญชี กระบวนการขาย และ การตลาด กระบวนการฝ่ายทรัพยากรมนุษย์และอื่นๆ เพื่อให้กระบวนการทำงานภายในองค์การเป็นไปโดยอัตโนมัติ  รวดเร็ว ไม่ซ้ำซ้อน สามารถลดต้นทุนทั้งระบบได้ ข้อมูลจากกระบวนการหรือส่วนต่างๆ ขององค์การจะถูกจัดเก็บไว้ที่เก็บข้อมูลส่วนกลางซึ่งระบบงานอื่นสามารถใช้ข้อมูลร่วมกันได้ และยังช่วยให้ผู้บริหารได้รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับผลการดำเนินงานที่ทันสมัย เพื่อใช้ในการบริหารและกำหนดกลยุทธ์ได้อย่างถูกต้องเหมาะสม และรวดเร็วทันเหตุการณ์

ประโยชน์และความท้าทายของระบบ ERP

- กระบวนการบริหาร
      ระบบ ERP เป็นระบบที่สามารถรวบรวมข้อมูลต่างๆ ให้กับผู้บริหารได้อย่างเที่ยงตรงและเป็นปัจจุบัน ช่วยให้ผู้บริหารรับทราบข้อมูลทางการเงิน ซึ่งอาจอยู่ในหลายรูปแบบให้เป็นหนึ่งเดียวกัน โดยการใช้ระบบเดียวกัน  ทำให้ผู้บริหารทราบผลการดำเนินงานและตรวจสอบสถานการณ์การดำเนินงานขององค์การ ระบบERP ช่วยให้การดำเนินงานเป็นไปในทางเดียวกัน

- เทคโนโลยีพื้นฐาน
      ระบบ ERP ช่วยเชื่อมโยงระบบงานต่างๆที่กระจัดกระจายเข้าด้วยกันเสมือนเป็นระบบเดียวกันทั้งองค์การ ข้อมูลจากส่วนต่างๆ ขององค์การจะถูกจัดเก็บไว้ที่เก็บข้อมูลส่วนกลางรวมกันและมีมาตรฐานเดียวกัน การสร้างมาตรฐานและสามารถใช้ข้อมูลร่วมกันได้ของระบบงานต่างๆ จะช่วยลดเวลาและจำนวนคนในการทำงาน ลดขั้นตอน และ ค่าใช้จ่าย

- กระบวนการทำงานที่รวดเร็ว
      การบูรณาการงานหลักต่างๆ ขององค์การเข้าด้วยกันช่วยให้ประสานงานการทำงานได้ทั่วทั้งองค์การ ทำให้การปฏิบัติงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว ผู้ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการทำงานสามารถติดตามความก้าวหน้าของงานได้ผ่านระบบเดียวกัน ทำให้การตัดสินใจในด้านต่างๆ มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ความท้าทาย

      การนำเอาระบบ ERP การติดตั้งและใช้งาน(Implementation)  เพื่อเป็นระบบสารสนเทศหลักขององค์การเป็นเรื่องยาก ต้องใช้เวลาและเงินทุนสูงมาก บางองค์การอาจต้องการปรับซอฟต์แวร์ ERP(Customization) เพื่อให้เข้ารับรูปแบบการทำงานขององค์การ รวมถึงต้องใช้ความพยายามในการปรับเปลี่ยนกระบวนการดำเนินธุรกิจในองค์การ ดังมีรายละเอียดดังนี้

1. การเปลี่ยนแปลงกระบวนการดำเนินธุรกิจและวัฒนธรรมการทำงานภายในองค์การ
      การนำERPมาใช้ ผู้ใช้อาจต้องปรับขั้นตอน หรือเปลี่ยนแปลงกระบวนการทำงานให้เหมาะสม  ความท้าทายก็คือ การค้นหาว่าขั้นตอนการทำงานใดที่สมควรจะควรจะต้องได้รับการปรับเปลี่ยนและจะทำการเปลี่ยนแปลงให้เข้ากับ ERP อย่างไร การเปลี่ยนแปลงอาจก่อให้เกิดวัฒนธรรมใหม่ ๆ ในองค์การ มีการรับเอาเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ ซึ่งจำเป็นต้องมีการฝึกอบรมให้กับพนักงานให้ดีพอ

2. การบริหารโครงการระบบสารสนเทศขนาดใหญ่และค่าใช้จ่ายในตอนเริ่มต้นที่สูง
      การพัฒนาระบบ ERP จะมีค่าใช้จ่ายที่สูงตอนเริ่มต้น แต่ยังไม่ได้รับการประเมินประโยชน์ได้อย่างชัดเจน จนกว่าจะมีการนำระบบไปใช้ซึ่งประโยชน์จะค่อยๆ เพิ่มขึ้น เมื่อบุคลากรสามารถใช้ระบบและมีความชำนาญมากขึ้น

3. ความไม่ยืดหยุ่นในการปรับซอฟต์แวร์
      ระบบ ERPเป็น ระบบที่มีความซับซ้อนต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญในการติดตั้ง ดูแลบำรุงรักษา หลายองค์การพบว่ามีความยุ่งยากเนื่องจาก ERP  เป็นการบูรณาการของซอฟต์แวร์ต่างๆ เข้าด้วยกัน การจะปรับเปลี่ยนส่วนใดส่วนหนึ่งของซอฟต์แวร์อาจกระทบกับส่วนอื่นๆได้ หรืออาจจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงซอฟต์แวร์ทั้งหมด  ซึ่งบางครั้งการแก้ไขซอฟต์แวร์มากเกินไปอาจมีความเสี่ยงจากการเจอบั๊ก(Bug) หรือตัวแทน่ขายอาจจะปฏิเสธโดยเฉพาะตัวแทนขายที่ไม่ได้รับสิทธิ์ในการแก้ไขโปรแกรม หรือในกรณีที่นำเอาระบบมาใช้งานแล้ว เมื่อความต้องการขององค์การเปลี่ยนไปตามสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ ซอฟต์แวร์อาจไม่มีความยืดหยุ่นพอเนื่องจาก ผู้ออกแบบซอฟต์แวร์ไม่ได้เตรียมการไว้ล่วงหน้า
      ดังนั้นก่อนนำระบบมาใช้งานจะต้องมีการพิจารณาอย่างรอบคอบ

ขั้นตอนการนำระบบ ERP มาใช้ในองค์การ  

      ขั้นตอนการนำระบบ ERP มาใช้ ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน คือ

1.  การศึกษาและการวางแนวคิด
      ในขั้นแรกจะต้องทำการศึกษาถึงสภาพปัจจุบันขององค์การว่ามีความจำเป็นจะต้องนำERP มาใช้ในองค์การหรือไม่ อย่างไร ซึ่งต้องมีการศึกษาและทำความเข้าใจถึงรูปแบบทางธุรกิจ(Business Scenario) กระบวนการทางธุรกิจ(Business Process) ปัญหาขององค์การและสภาพแวดล้อมภายนอกที่มีอยู่ในปัจจุบันและจากสภาพปัจจับันนี้ต้องพิจารณาถึงในอนาคตว่าต้องการให้องค์การมีสภาพเป็นเอย่างไร จากนั้นจึงต้องมีการสร้างจิตสำนึกในความต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงให้บุคลากรทุกระดับในองค์การรับทราบและเห็นพ้องร่วมกันถึงความจำเป็นในการพัฒนา แล้วสุดท้ายก็คือการขออนุมัติจากผู้บริหารเพื่อให้นำ ERP มาใช้ เมื่อได้รับอนุมัติแล้วก็เริ่มทำในขั้นตอนการวางแผนต่อไป
 
2. การวางแผนนำระบบมาใช้
      หลังจากได้รับการอนุมัติแล้ว จะต้องมีการจัดตั้งคณะกรรมการ(Steering Committee) ขึ้นมาชุดหนึ่ง มีหน้าที่ในการกำกับดูแลให้การคัดเลือกระบบ ERP เป็นไปในทิศทางที่ต้องการ คบุคลากรทางด้านสารสนเทศเข้าร่วมด้วย คณะกรรมการและคณะทำงานจะดำเนินการเกี่ยวกับการกำหนดลำดับขั้นตอนของกระบวนการทางธุรกิจใหม่ กำหนดวัตถุประสงค์ เป้าหมาย และขอบข่ายในการนำ ERP มาใช้รวมถึงวิธีาของการนำระบบมาใช้ ซึ่งมีอยู่หลายวิธี
      โดยคณะกรรมการจะทำการตัดสินใจว่าจะพัฒนาหรือคัดเลือกซอฟต์แวร์ ERP ที่มีอยู่ในตลาด ซึ่งองค์การโดยส่วนใหญ่จะไม่พัฒนาระบบขึ้นเอง เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายสูงและใช้เวบาในการพัฒนานาน

3.  การพัฒนาระบบ
      เป็นขั้นตอนที่ลงในรายละเอียดของการพัฒนาระบบที่เหมาะสมกับองค์การ ประกอบไปด้วยการจัดทำแผนโครงการพัฒนาโดยละเอียด กำหนดงานที่จะต้องทำพร้อมทั้งระบุเวลา และเป้าหมายที่จะได้รับ ทำการสำรวจระบบงานปัจจุบันว่า จะต้องปรับปรุง ลดขั้นตอน หรือเปลี่ยนแปลงงานอย่างไรสรุปความต้องการขององค์การว่ามีความต้องการซอฟต์แวร์ที่มีความสามารถอะไรบ้าง แล้ว กำหนดรูปแบบทางธุรกิจ และกระบวนการทางธุรกิจที่น่าจะเป็น และนำกระบวนการนี้มาเปรียบเทียบกับกระบวนการทางธุรกิจที่มีให้เลือกจากซอฟต์แวร์ ERP ทั้งนี้คณะทำงานจะต้องค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับซอฟต์แวร์ ERP จากหลายแหล่ง เพื่อช่วยให้สามารถเลือกซอฟต์แวร์ได้ตรงตามที่ต้องการและสามารถใช้งานได้จริง อย่างไรก็ตามหากคณะทำงานคิดว่าไม่มีความรู้ความสามารถเพียงพอ ก็อาจจ้างที่ปรึกษามาช่วยในขั้นตอนนี้ ซึ่งในบางองค์การโดยเฉพาะองค์การขนาดใหญ่นอกจากจะจ้างที่ปรึกษามาช่วยในการคัดเลือกซอฟต์แวร์ ERP แล้วยังมีการจ้างที่ปรึกษามาช่วยในสองขั้นตอนแรกที่กล่าวมาข้างต้นด้วย

4. การใช้งานและปรับเพิ่มความสามารถ
      ขั้นตอนนี้เกี่ยวข้องกับการใช้ระบบ ERP ซึ่งจำเป็นต้องมีการฝึกอบรม และให้การสนับสนุนบุคลากรในการใช้ระบบ ส่งเสริมให้บุคลากรมีความชำนาญในการใช้ระบบ มีความเข้าใจและเชื่อมั่นในข้อมูลที่ได้จากระบบ และสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ หลังติดตั้งแล้วต้องมีการประเมินผลจากการนำระบบมาใช้เป็นระยะ และนำผลประเมินนั้นมาปรับปรุงระบบต่อไป
 
โครงสร้างของระบบ ERP ประกอบด้วย

1. ซอฟต์แวร์โมดูล  (Business Application Software Module)
      ได้แก่ โมดูลทำหน้าที่ในงานหลักขององค์การ แต่ละโมดูลจะทำงานเฉพาะในแต่ละโมดูลนั้นๆ แล้วยังสามารถเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างกันได้

2. ฐานข้อมูลรวม  (Integrated Database)
      ซอฟต์แวร์ โมดูลทุกโมดูลสามารถเข้าถึง(Access) ฐานข้อมูลรวมได้โดยตรง และ สามารถใช้ข้อมูลในฐานข้อมูลรวมนี้ร่วมกันได้ ข้อมูลในเรื่องเดียวกันที่ได้จากการประมวลผลของซอฟต์แวร์โมดูลต่างๆ จะถูกจัดให้อยู่ในรูปแบบมาตรฐาน และนำมาเก็บไว้ที่เดียวกัน ทำให้ช่วยลดความซ้ำซ้อนของข้อมูล โดยการบริหารจัดการข้อมูลนั้นจะมีซอฟต์แวร์ที่เรียกว่า ระบบจัดการฐานข้อมูล (Database Management System :DBMS) ช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่ซอฟต์แวร์โมดูลในการใช้งานข้อมูล

3. ระบบสนับสนุนการบริหารจัดการ  (System Administration Utility)
      เป็นส่วนที่สนับสนุนการบริหารจัดการระบบ เช่น การคัดลอกสำเนา การรักษาความปลอดภัยของข้อมูล  การบริหารเครือข่าย การ(Backup) ข้อมูล เป็นต้น

4. ระบบสนับสนุนการพัฒนาและการปรับเปลี่ยน (Development and Customization)
      เป็นส่วนที่สนับสนุนการพัฒนา หรือปรับเปลี่ยนบางงานให้เข้ากับการทำงานขององค์การ ทั้งนี้ความยาก/ง่ายในการปรับเปลี่ยนขึ้นอยู่กับแต่ละซอฟต์แวร์ ERP(ERP Package)
 
ปัจจัยในการพิจารณาตัดสินใจเลือกซอฟต์แวร์  

      ควรพิจารณาถึงปัจจัยดังนี้

1. การพิจารณาว่าจะใช้ซอฟต์แวร์สำเร็จรูปหรือไม่
      องค์การจำนวนมากที่เลือกใช้ซอฟต์แวร์สำเร็จรูป เพราะการพัฒนาซอฟต์แวร์ขึ้นมาเองนั้น จะมีค่าใช้จ่ายในการพัฒนา และบำรุงรักษาสูง ควบคุมงบประมาณค่อนข้างยาก ใช้เวลานาน บุคลากรด้านสารสนเทศขององค์การเองที่รับผิดชอบในการพัฒนาระบบมักขาดมุมมองด้านธุรกิจ และประสบการณ์ รวมทั้งมีความเชี่ยวชาญน้อยกว่าบุคลากรของผู้ผลิตซอฟต์แวร์ ถ้าหากซอฟต์แวร์สำเร็จรูปเป็นซอฟต์แวร์ที่อยู่ในตลาดเป็นระยะเวลานาน มีลูกค้าจำนวนมาก การใช้ซอฟต์แวร์สำเร็จรูปจึงเป็นทางเลือกหนึ่งในการนำERP ไปปฏิบัติ

2. ฟังก์ชันของ ERP สอดคล้องกับวัตถุประสงค์และความต้องการในการนำมาใช้งานขององค์การ
      ฟังก์ชันของระบบ ERP ที่เลือกจะต้องสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ และความต้องการในการนำมาใช้ตามที่มีการวางแนวคิดไว้ และเพื่อให้เห็นภาพการทำงานของซอฟต์แวร์ ก่อนการตัดสินใจเลือกมาใช้ องค์การสามารถเลือกชมการสาธิตหรือทดสอบความสามารถในการทำงานตามหน้าที่ต่างๆ ของซอฟต์แวร์ก่อน

3. ความยืดหยุ่นในการปรับแก้ซอฟต์แวร์(Customization)
      ระบบ ERP จะต้องมีความยืดหยุ่น และสามารถปรับแต่ง(Customization)ได้ เพื่อให้ตรงกับความต้องการ หรือเมื่อองค์การต้องมีการเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ การปรับเปลี่ยนควรง่ายและมีประสิทธิภาพ สามารถรองรับซอฟต์แวร์รุ่น(Version)ใหม่ อย่างไรก็ตามการปรับซอฟต์แวร์ที่มากเกินไปจะทำให้มีค่าใช้จ่ายสูงและใช้เวลาเพิ่มขึ้นจนอาจทำให้ได้รับประโยชน์จากข้อได้เปรียบจากวิธีการปฏิบัติที่ดีที่สุด (Best Practice) ของ ERP ลดน้อยลงไป

4.  ต้นทุนในการเป็นเจ้าของระบบ ERP(Cost of Ownership)
      องค์การควรคำนึงถึงความเหมาะสม และเปรียบเทียบผลประโยชน์ที่ได้รับกับต้นทุนทั้งหมดที่เป็นต้นทุนระยะสั้นและระยะยาว โดยต้นทุนจะประกอบด้วยต้นทุนของซอฟต์แวร์  ฮาร์ดแวร์ ต้นทุนการนำระบบไปปฏิบัติ ค่าใช้จ่ายที่ไปใช้ในการอบรมพัฒนาบุคลากร

5. การบำรุงรักษาระบบ
      จะต้องมีการบำรุงรักษาอย่างต่อเนื่อง ผู้บริหารควรจะต้องสร้างบุคลากรเพื่อทำหน้าที่ในการดูแลรักษาระบบให้สามารถทำ งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในกรณีที่บุคลากรขององค์การไม่สามารถบำรุงรักษาระบบได้เองและจำเป็นต้องให้บุคลากรภายนอกมาดูแลส่วนนี้แทนก็ควรพิจารณา ปัจจัยด้านประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมขององค์การประกอบด้วย

6. รองรับการทำงาน หรือ เทคโนโลยีในอนาคต
      องค์การควรพิจารณาซอฟต์แวร์ที่มีการเตรียมการสำหรับเชื่อมต่อกับระบบภายนอกได้ง่าย

7. ความสามารถของผู้ขายซอฟต์แวร์
      องค์การจะต้องประเมินความสามารถและศักยภาพของผู้ขายโดยครอบคลุมด้านบริการหลังการขาย สถานะการเงินและความเชื่อถือได้ของผลงาน ผู้ขายหรือตัวแทนจะต้องได้รับสิทธิในการแก้ไขซอฟต์แวร์และมีซอสโค้ด(Source Code)ด้วย เพราะหากไม่ได้รับสิทธินี้ การขอปรับแต่งซอฟต์แวร์อาจเป็นเรื่องยุ่งยาก จนเกิดเป็นประเด็นข้อพิพาทกับผู้ขายได้
 
การขยายขีดความสามารถของระบบ ERP และระบบเครือข่ายอุตสาหกรรม

       เนื่องจากความจำเป็นในการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมอย่างรวดเร็ว และเพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน องค์การหลายแห่งจึงให้ความสำคัญกับการขยายขีดความสามารถของระบบ ERP(Extended ERP หรือ ERP Plus) ลักษณะโดยทั่วไปของ EXtended ERP ที่เด่นชัด คือ มีการขยายฟังก์ชันการทำงานของ ERP ให้มีการบูรณาการกับซอฟต์แวร์อื่นๆ ทำให้ ERP และซอฟต์แวร์เหล่านี้สามารถใช้ข้อมูลร่วมกันได้และเป็นการบูรณาการที่มี ERP เป็oฐาน นอกจากนั้นยังมีการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตและเว็บแอปพลิเคชัน(Web Application) เพื่อเชื่อมต่อระหว่างกระบวนการทางธุรกิจภายในองค์การเข้ากับกระบวนการทางธุรกิจภายนอกองค์การ ทำให้สามารถเข้าถึงข้อมูลระหว่างองค์กรและแลกเปลี่ยนข้อมูลกับระบบภายนอกได้ และเป็นการสนับสนุนการทำธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์(E-Business)
      องค์การหลายแห่งจึงให้ความสำคัญกับการขยายขีดความสามารถของระบบ ERP จากเดิมที่มีระบบ ERP เป็นแกนหลักของระบบข้อมูล และสนับสนุนการดำเนินงานภายในองค์การ เป็นการขยายขอบเขตให้เชื่อมโยงกับองค์การภายนอกได้ เพื่อให้สามารถใช้ข้อมูลร่วมกัน และประสานกระบวนการทางธุรกิจระหว่างองค์การ
 

Comment

Comment:

Tweet

sad smile

#3 By (203.158.231.102|203.158.231.102) on 2014-10-17 09:53

thanks for datas

#2 By cc (124.120.233.71) on 2009-08-11 13:19

ไภภไภ

#1 By (117.47.234.253) on 2009-08-07 23:30