ความหมายของอินเทอร์เน็ต

อินเทอร์เน็ต เป็นเครือข่ายคอมพิวเตอร์ (Computer Networks) ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งเครือข่ายคอมพิวเตอร์ หมายถึงกลุ่มของเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่างๆ ที่เชื่อมต่อสื่อสารด้วยฮาร์ดแวร์และซอฟแวร์ เครือข่ายคอมพิวเตอร์ตั้งแต่สองเครือข่ายขึ้นไปที่เชื่อมต่อกัน จะเรียกว่า Internetwork หรือ Internet

 

ความเป็นมาของอินเทอร์เน็ต

คอมพิวเตอร์แต่ละระบบส่วนใหญ่จะแยกทำงานกันโดยอิสระ มีเพียงระบบคอมพิวเตอร์ที่ตั้งอยู่ใกล้กันเท่านั้นที่สามารถสื่อสารกันด้วยความเร็วต่ำ จากปัญหาและอุปสรรคในการสื่อสารระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์และความต้องการในการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารกัน จึงทำให้เกิดโครงการอาร์พาเน็ต (APPANET)

 

อินเทอร์เน็ตในประเทศไทย

ประเทศไทยได้ติดต่อกับอินเทอร์เน็ตในลักษณะการใช้บริการไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-mail) โดยในปี พ.ศ.2530 มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ และสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (Asian Institute Of Techonlogy หรือ  AIT) ได้ติดต่อขอใช้บริการจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ไปยังมหาวิทยาลัยเมลเบิร์น ในปี พ.ศ.2530 โดยความร่วมมือระหว่างไทยและออสเตรเลีย ตามโครงการ IDP

ต่อมาในปี พ.ศ. 2535 ได้จัดตั้งเครือข่ายเพื่อเชื่อมโยงเข้ากับเครือข่ายยูยูเน็ต ในปีเดียวกัน ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติได้จัดตั้งเครือข่ายไทยสาร ซึ่งต่อมาได้ต่อเครือข่ายของยูยูเน็ต และในปัจจุบันไทยสารได้เชื่อมโยงกับสถาบันต่างๆ ในปี พ.ศ. 2537 การสื่อสารแห่งประเทศไทยได้ร่วมมือกับบริษัทเอกชนเปิดบริการอินเทอร์เน็ตให้แก่บุคคลและผู้สนใจทั่วไปได้สมัครเป็นสมาชิก ที่เรียกกันว่า ไอเอสพี

 

การแทนชื่อที่อยู่ของอินเทอร์เน็ต (Internet Address)

เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้อินเทอร์เน็ตจะติดต่อกันโดยใช้มาตรฐานการเสื่อสาร หรือโปรโตคอลที่ซีพี/ไอพี (Transmission Control Protocol/Internet Protocol หรือ TCP/IP) เช่นเดียวกับการส่งจดหมายทางไปรษณีย์ เมื่อจะส่งข้อมูลผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต เครื่องคอมพิวเตอร์จำเป็นที่จะต้องมีหมายเล็กประจำตัว เรียกว่า IP Address ซึ่งประกอบด้วยชุดของตัวเลข 4 ชุด ขนาด 8 บิตเท่ากันทุกชุดรวมกันเป็นหมายเลข IP ขนาด 32 บิต เรียกว่า ไอดี วี 4 หรือ IPversion 4

 

การเชื่อมต่อเข้าระบบอินเทอร์เน็ต

การเชื่อมต่อเข้าระบบอินเทอร์เน็ต  โดยทั่วไปแล้วหน่วยงานของรัฐและสถาบันการศึกษาทั้งของรัฐและเอกชนจะให้บริการแก่ผู้ใช้ โดยเฉพาะบุคลากรหน่วยงานนั้น ๆ นอกจากหน่วยงานดังกล่าวแล้ว ผู้ใช้สามารถเชื่อมโยงกับเครือข่ายอินเตอร์เน็ตได้มี 2 วิธี คือ การเชื่อมต่อโดยตรง

1. การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตโดยตรง (Direct Internet Access)

         การเชื่อต่อกับอินเทอร์เน็ตโดยตรง ผู้ใช้จะต้องมีคอมพิวเตอร์เครือข่ายที่เชื่อมต่อกับโครงข่ายหลักหรือแบ็กโบน (Backbone) โดยต้องมีอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่เป็นเกตเวย์ (Gateway) ในการเชื่อมต่อ ซึ่งได้แก่เราเตอร์ (Router) โดยปกติแล้วการเชื่อมต่อในลักษณะนี้มักเป็นองค์การของรัฐ สถานบันการศึกษาที่อนุญาตให้หน่วยงานอื่นใช้เครือข่าวร่วมกัน

 

2. การเชื่อมต่อผ่านโทรศัพท์และโมเด็ม (Dial-up Access)

         การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตประเภทนี้จะใช้สายโทรศัพท์ (Telephone Line) ที่ใช้กันตามบ้านหรือที่ทำงานทั่วไป โดยจะให้เครื่องคอมพิวเตอร์ติดต่อเครื่องคอมพิวเตอร์เครือข่ายโดยใช้อุปกรณ์แปลงสัญญาณที่เรียกว่า โมเด็ม (Modulator/DEModulator หรือ MODEM) เมื่อเครื่องคอมพิวเตอร์เชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์เครือข่ายที่ให้บริการ เช่น ISP แล้ว คอมพิวเตอร์เครื่องนั้นก็จะสามารถใช้บริการอินเทอร์เน็ตเสมือนกับการต่อเชื่อมโดยตรง

 

เวิลด์ไวด์เว็บ (World Wide Web หรือ WWW)

ในช่วงแรกๆ การบริการข้อูลข่าวสารจะส่งถึงกันบนโปโตคอล Telnet และจะใช้ FTP (File Transfer Protocol) เพื่อการแลกเปลี่ยนส่งไฟล์ ต่อมาได้พัฒนาโปรแกรมเพื่อให้อินเทอร์เน็ตใช้งานได้ง่ายขึ้น และช่วยให้ผู้ใช้สามารถสร้างเอกสารบนอินเทร์เน็ตที่เรียกว่า เว็บเพจ  (Web Pages) ที่สามารถเชื่อมโยง (Link) ไปยังเอกสารที่เกี่ยวข้องกันได้ การเชื่อมโยงเอกสารนี้เรียกว่า (Hyperlinks) และเป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไปว่า World Wide Web (WWW)  หรือ W3 หรือ Web

 

โปรแกรมเว็บเบราเซอร์ (Web Browser) 

โปรแกรมเว็บเบราเซอร์ บางครั้งก็เรียกสั้น ๆ ว่าเบราเซอร์ ซึ่งก็คือโปรแกรมที่ใช้แสดงข้อมูลของเว็บเพจ โปรแกรมเว็บเบราเซอร์แรกเป็นโปรแกรมที่สั่งโดยใช้ข้อความ และแสดงผลในรูปของข้อความเท่านั้น ต่อมาได้สร้างโปรแกรมรูปแบบกราฟิก เป็นโปรแกรมที่สามารถแสดงเอกสารที่อยู่ในลักษณะของข้อความและภาพกราฟิกการติดต่อกับผู้ใช้อยู่ในลักษณะของ GUI (Graphical User Interface) ทำให้การใช้งานและแสดงข้อมูลบนอินเทอร์เน็ตสะดวกง่าย และดึงดูดใจผู้ใช้

 

การบริการต่างๆบนอินเตอร์เน็ต

การบริการต่างๆบนอินเตอร์เน็ต มีหลายประเภท เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้ได้เลือกใช้ให้เหมาะสมกับลักษณะงาน

1. ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Mail)

2. การสนทนาออนไลน์ (Online Chat)

3. เทลเน็ต (Telnet)

4. การขนถ่ายไฟล์ (File Transfer Protocol)

 

การค้นหาข้อมูลโดยใช้เว็บเบราเซอร์

          เทคนิคในการหาข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต

1. วางแผนการหาข้อมูลที่ต้องการ

2. ใช้เครื่องมือค้นหาเว็บไซต์แบบสารบบ

3. ถ้าเครื่องมือค้นหาแบบเดียวให้ผลไม่สมบูรณ์ ให้ใช้เครื่องมือค้นหาอื่น ๆ ด้วย

4. ระบุคำนามเพื่อการค้นหาให้เฉพาะเจาะจงมากที่สุด

5. ให้แก้ไขคำหลัก (Keywords) ด้วยเครื่องหมาย + (รวม) และ – (ไม่รวม)

6. การค้นหาวลี

7. ใช้เครื่องหมาย * ช่วยในการค้นหา เช่น retriev*

8. พิมพ์คำค้นหาเป็นภาษาอังกฤษพิมพ์เล็ก

9. ให้ใส่หัวเรื่องหลักไว้ในส่วนต้นของการค้นหา

10. ให้ป้อนคำค้นหาข้อมูลส่วนที่สนใจให้ได้คำตอบเพียงไม่กี่ข้อ

 

อินทราเน็ต (Intranets) และเอ็กซ์ทราเน็ต (Extranets)

         • อินทราเน็ต เป็นระบบเครือข่ายที่ใช้ภายในองค์การมีลักษณะคล้ายกับอินเทอร์เน็ต อินทราเน็ตจะใช้เบราเซอร์ เว็บไซต์ และเว็บเพจเช่นเดียวกับอินเทอร์เน็ตที่ใช้บริการแบบสาธารณะ

         • เอ็กซ์ทราเน็ต เป็นระบบเครือข่ายที่เชื่อมต่อกับระบบคอมพิวเตอร์ภายนอก ซึ่งองค์การจำนวนมากได้ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตเพื่อการติดต่อระหว่างผู้ผลิต ตัวแทนจำหน่วย และลูกค้าในการทำธุรกรรมและการดูรายการสินค้าเพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ

 

พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-Commerce)

         พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ คือการทำธุรกรรมทุกรูปแบบ (การซื้อขายสินค้า บริการ การชำระเงิน การโฆษณา และการแลกเปลี่ยนสารสนเทศ) ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เช่น โทรศัพท์ โทรสาร โทรทัศน์ และเครือข่ายอินเตอร์เน็ต

ประเภทของธุรกิจ

         1. ธุรกิจแบบบริคและมอร์ต้า (Brick-and-Mortar Business) เป็นธุรกิจแบบดั้งเดิมที่มีสถานที่จำน่าย เช่น ร้านค้า แต่จะไม่มีการทำธุกิจอิเล็กทรอนิกส์

         2. ธุรกิจแบบคลิกและมอร์ต้า (Click-and Mortar Business) เป็นธุรกิจที่มีร้านค้าแบบบริคและมอร์ต้ารวมทั้งร้านค้าออนไลน์ที่ช่วยสนับสนุนการดำเนินธุรกิจปกติ

         3. ธุรกิจแบบคลิกและคลิก (Click-and Click Business) เป็นธุรกิจที่ไม่มีสถานที่หรือร้านค้าเพื่อการจำหน่ายสินค้า ผู้ซื้อไม่สามารถที่จะเดินทางไปเลือกซื้อสินค้าได้ เนื่องจากร้านค้ามีเฉพาะบนเว็บเท่านั้น เช่น amazon.com

          เราสามารถแบ่งประเภทของธุรกิจตามหมวดหมู่ของสินค้าและการให้บริการได้ ดังนี้

          - ธุรกิจสื่อสาร

          - ธุรกิจโฆษณา

          - ธุรกิจการซื้อและจัดส่งสินค้า

          - ธุรกิจการศึกษาทางไกล

          - ธุรกิจฐานข้อมูลออนไลน์

          - ธุรกิจการประมูลสินค้า

          - ธุรกิจการค้าอิเล็กทรอนิกส์

          - ธุรกิจด้านการเงิน

          - ธุรกิจให้บริการด้านการท่องเที่ยว

          - ธุรกิจซื้อขายหุ้นผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์

รูปแบบของพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์

          แบ่งออก เป็น 5 ประเภทดังนี้

          1. ธุรกิจกับธุรกิจ(Business to Business) หรือ B-to-B หรือ B2B เป็นการทำธุรกรรมด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่มุ่งเน้นให้บริการกับลูกค้าที่เป็นองกรธุรกิจด้วยกันร

          2. ธุรกิจกับลูกค้า(Business to Customer) หรือ B-to-C หรือ B2C เป็นการทำธุรกรรมผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ระหว่างผู้ขายที่เป็นองค์การธุรกิจกับผู้ซื้อหรือลูกค้าแต่ละคน

          3. ธุรกิจกับภาครัฐ(Business to Goverment) หรือ B-to-G หรือ B2G เป็นการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ระหว่างธุรกิจเอกชนกับภาครัฐ

          4. ลูกค้ากับลูกค้า (Customer to Customer) หรือ C-to-C หรือ C2C เป็นการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ระหว่างผู้บริโภคด้วยกัน ซึ่งการแลกเปลี่ยนและซื้อ-ขายสินค้าอาจทำผ่านเว็บไซต์

          5. ภาครัฐกับประชาชน(Goverment to Customer) หรือ G-to-C หรือ G2C กิจกรรมที่เกิดขึ้นผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ประเภทนี้ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อการค้า แต่เน้นการให้บริการกับประชาชนโดยผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นนโยบายหนึ่งของรัฐบาล

โครงสร้างของระบบภาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์

          1. หน้าร้าน(Srorefront) ใช้สำหรับแสดงข้อมูลสินค้าทั้งหมดของร้านค้า รวมถึงระบบค้นหาข้อมูลสินค้า

          2.ระบบตะกร้ารับคำสั่งซื้อ(Shopping Cart System) เป็นระบบที่ต่อเนื่องจากหน้าร้าน เมื่อลูกค้าต้องการสั่งซื้อสินค้า โดยคลิกที่ข้อความ "สั่งซื้อ" หรือสัญลักษณ์รูปตะกร้าหรือรถเข็นก็จะปรากฏรายการสินค้าที่ลูกค้าต้องการในหน้าตะกร้า พร้อมคำนวณค่าใช้จ่ายทั้งหมด

          3.ระบบการชำระเงิน(Payment System) มีหลายรูปแบบ เช่น การโอนเงินเข้าบัญชีธนาคาร การชำระด้วยบัตรเครดิต

          4.ระบบสมัครสมาชิก(Member System) เป็นการบันทึกข้อมูลลูกค้าที่ต้องการสมัครเป็นสมาชิก และร้านค้ายังสามารถนำข้อมูลลูกค้าไปใช้ประโยชน์ในระบบบริหารลูกค้าสัมพันธ์(Customer Relationship Management :CRM) ได้อีกด้วย

          5.ระบบขนส่ง(Transportation System) เป็นระบบการจัดส่งสินค้าให้ถึงลูกค้า โดยต้องมีทางเลือกหลายทางให้กับลูกค้า

          6.ระบบติดตามคำสั่งซื้อ(Order Tracking System) โดยลูกค้าจะได้หมายเลขคำสั่งซื้อ(Order Number) หากลูกค้าต้องการทราบว่าสินค้าที่สั่งอยู่ในขั้นตอนไหน ก็สามารถใช้หมายเลขดังกล่าวเข้าไปตรวจสอบสถานะของสินค้าได้

กระบวนการทางพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์

1. การค้นหาข้อมูล

2. การสั่งซื้อสินค้า

3. การชำระเงิน

4. การส่งมอบสินค้า

5. การให้บริการหลังการขาย

edit @ 17 Jan 2009 02:52:44 by Zigmagirl

edit @ 20 Jan 2009 15:34:39 by Zigmagirl

edit @ 20 Jan 2009 15:37:37 by Zigmagirl

Comment

Comment:

Tweet