องค์ประกอบของการสื่อสาร

  1. ผู้ส่งข้อมูล (Sender) คือ สิ่งที่ทำหน้าที่ส่งข้อมูล ไปยังจุดหมายที่ต้องการ
  2. ผู้รับข้อมูล (Receiver) คือ สิ่งที่ทำหน้าที่รับข้อมูลที่ถูกส่งมาให้
  3. ข้อมูล (Data) คือ ข้อมูลที่ผู้ส่งข้อมูลต้องการส่งไปยังผู้รับข้อมูล ข้อมูลอาจอยู่ในรูปข้อความ เสียง
  4. สื่อนำข้อมูล (Medium) คือ สิ่งที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลางการขนถ่ายข้อมูลจากผู้ส่งข้อมูล ไปยังผู้รับข้อมูล เช่น สายเคเบิล ใยแก้วนำแสง อากาศ
  5. โปรโตคอล (Protocol) คือ กฎหรือวิธีที่ถูกกำหนดขึ้นเพื่อการสื่อสารข้อมูลซึ่งผู้ส่งข้อมูลจะต้องส่งข้อมูลในรูปแบบตามวิธีการสื่อสารที่ตกลงไว้กับผู้รับข้อมูล

 

องค์ประกอบของการสื่อสาร

 

การใช้เทคโนโลยีการสื่อสาร

         การสื่อสารข้อมูลในยุคปัจจุบัน เป็นยุคความเจริญของเทคโนโลยีคมนาคมและการสื่อสารการใช้ โทรศัพท์ ระบบอินเทอร์เน็ต

ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Mail : E-mail)

         เป็นการใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เช่น โทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ และพีดีเอ ส่งข้อความอิเล็กทรอนิกส์ไปยังบุคคลอื่น

โทรสาร (Facsimile หรือ Fax)

         เป็นการส่งข้อมูล ซึ่งอาจเป็นข้อความที่เขียนขึ้นด้วยมือหรือการพิมพ์ รูปภาพ หรือกราฟต่าง ๆ จากเครื่องคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ

วอยซ์เมล (Voice Mail)

         เป็นการส่งข้อความที่เป็นเสียงพูดให้กลายเป็นข้อความอิเล็กทรอนิกส์ผ่านระบบเครือข่ายการสื่อสารข้อมูลจะถูกบันทึกไว้ในอุปกรณ์บันทึกเสียงที่เรียกว่า วอยซ์เมลบ๊อกซ์

การประชุมทางไกลอิเล็กทรอนิกส์ (Video Conferencing)

         เป็นการสื่อสารข้อมูลโดยการส่งภาพและเสียงจากฝ่ายหนึ่งไปสู่อีกฝ่ายหนึ่ง ในการใช้ Video Conferencing จะต้องมี

การระบุตำแหน่งด้วยดาวเทียม (Global Positioning Systems : GPSs)

         เป็นระบบที่ใช้วิเคราะห์และระบุตำแหน่งของคน สัตว์ หรือสิ่งของที่เป็นเป้าหมายของระบบ

กรุ๊ปแวร์ (Groupware)

         เป็นโปรแกรมประยุกต์ที่ช่วยสนับสนุนการทำงานของกลุ่มบุคคลให้สามารถทำงานร่วมกัน การใช้ทรัพยากรและสาสนเทศร่วมกันโดยผ่านระบบเครือข่าย

การโอนเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Fund Transfer : EFT)

         ผู้ใช้สามารถชำระค่าสินค้าและบริการโดยการโอนเงินทางอิเล็กทรอนิกส์จากบัญชีธนาคารที่ให้บริการโอนเงินอัตโนมัติด้วยเทคโนโลยีการสื่อสารที่ทันสมัย

การแลกเปลี่ยนข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Data Interchange : EDI)

         เป็นระบบแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงอิเล็กทรอนิกส์ระหว่างองค์การ โดยใช้แบบฟอร์มของเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ที่มีรูปแบบมาตรฐานสากล

การระบุลักษณะของวัตถุด้วยคลื่นความถี่วิทยุ (RFID)

         RFID ย่อมาจาก Radio Frequency Identification เป็นระบบระบบลักษณะของวัตถุด้วยคลื่นความถี่วิทยุ ปัจจุบันมีการนำ RFID ไปประยุกต์ใช้งานหลากหลายประเภท เช่น ห่วงโซ่อุปทาน ระบบโลจิสติกส์ การตรวจสอบฉลากยา

 

ชนิดของสัญญาณข้อมูล

1.  สัญญาณแอนะล็อก(Analog Signal)

         เป็นสัญญาณแบบต่อเนื่อง มีลักษณะเป็นคลื่นไซน์ (Sine Wave) โดยที่แต่ละคลื่นจะมีความถี่และความเข้มของสัญญาณที่ต่างกัน เมื่อนำสัญญาณข้อมูลเหล่านี้มาผ่านอุปกรณ์รับสัญญาณและแปลงสัญญาณและแปลงสัญญาณก็จะได้ข้อมูลที่ต้องการ

         เฮิรตซ์  (Hertz) คือหน่วยวัดความถึ่ของสัญญาณข้อมูลแบบแอนะล็อก วีธีวัดความถึ่จะนับจำนวนรอบของสัญญาณที่เกิดขึ้นภายใน 1 วินาที เช่น ความถึ่ 60 Hz หมายถึง ใน 1 วินาที สัญญาณมีการเปลี่ยนแปลงระดับสัญญาณ 60 รอบ

สัญญาแอนะล็อก


2.  สัญญาณดิจิทัล(Digital Signal)

          สัญญาณดิจิทัลเป็นสัญญาณแบบไม่ต่อเนื่อง รูปสัญญาณของสัญญาณมีความเปลี่ยนแปลงที่ไม่ปะติดปะต่ออย่างสัญญาณแอนะล็อก ในการสื่อสารด้วยสัญญาณดิจิทัล ข้อมูลในคอมพิวเตอร์ซึ่งเป็นเลขฐานสอง (0และ1) จะถูกแทนด้วยสัญญาณดิจิทัล
          Bit Rate เป็นอัตราความเร็วในการส่งข้อมูลแบบดิจิทัล วิธีวัดความเร็วจะนับจำนวนบิตข้อมูลที่ส่งได้ในช่วงระยะเวลา 1 วินาที เช่น 14,400 bps หมายถึง มีความเร็วในการส่งข้อมูลจำนวน 14,4001 บิตในระยะเวลา 1 วินาที
 
สัญญาณดิจิทัล

 

โมเด็ม(MOdulator DEModulator หรือ MODEM)

          เป็นอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่แปลงสัญญาณดิจิทัลจากเครื่องคอมพิวเตอร์ให้เป็นสัญญาณแอนะล็อก เรียกขั้นตอนนี้ว่า มอดูเลชัน(Modulation) และทำหน้าที่แปลงสัญญาณแอนะล็อกให้เป็นสัญญาณดิจิทัล เรียกขั้นตอนนี้ว่า ดีมอดูเลชัน(Demodulation)


ทิศทางการส่งข้อมูล(Transmission Mode)


          จำแนกได้เป็น 3 รูปแบบ

          1. การส่งข้อมูลแบบทิศทางเดียว (Simplex Transmission) เป็นการสื่อสารที่มีผู้ส่งข้อมูลทำหน้าที่ส่งข้อมูลแต่เพียงอย่างเดียว และผู้รับข้อมูลก็ทำหน้าที่รับข้อมูลแต่เพียงอย่างเดียวด้วยเช่นกัน เช่น การส่งสัญญาณของสถานทีโทรทัศน์

การส่งข้อมูลแบบทิศทางเดียว


          2. การส่งข้อมูลแบบสองทิศทางสลับกันหรือกึ่งสองทิศทาง (Half-Duplex Transmission) เป็นการสื่อสารข้อมูลที่มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลของผู้รับและผู้ส่ง โดยแต่ละฝ่ายสามารถเป็นทั้งผู้ส่งและผู้รับข้อมูล แต่จะต้องสลับกันทำหน้าที่เป้นผู้ส่งข้อมูล  เช่น วิทยุสื่อสาร
การส่งข้อมูลแบบสองทิศทางสลับกัน

 
          3. การส่งข้อมูลแบบสองทิศทางพร้อมกัน (Full-Duplex Transmission) เป็นการสื่อสารที่มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลของทั้งผู้ส่งและผู้รับข้อมูลโดยทั้งสองฝ่ายสามารถเป็นผู้ส่งและผู้รับข้อมูลได้ในเวลาเดียวกัน เช่น การสื่อสารโดยใช้โทรศัพท์
การส่งข้อมูลแบบสองทิศทางพร้อมกัน
 

ตัวกลางการสื่อสาร

1.  สื่อนำข้อมูลแบบมีสาย(Wired Media)  สื่อข้อมูลแบบมีสายที่นิยมใช้มี 3 ชนิดดังนี้

         1.1 สายคู่บิดเกลียว (Twisted-Pair Cable)

                  สายคู่บิดเกลียว เป็นสายสัญญาณนำข้อมูลไฟฟ้า สายแต่ละเส้นมีลักษณะคล้ายสายไฟทั่วไป จำนวนสายจะมีเป็นคู่ เช่น 2 , 4 หรือ 6 เส้น แต่ละคู่จะมีพันบิดเกลียว การบิดเกลียวนี้จะช่วยลดสัญญาณรบกวนที่เกิดขึ้นในการส่งข้อมูล ทำให้สามารถส่งข้อมูลได้ไกลกว่าปกติ ลักษณะของสายสัญญาณชนิดนี้ มี 2 ลักษณะ คือ สายคู่บิดเกลียวแบบไม่มีชั้นโลหะห่อหุ้ม(Unshielded Twisted-Pair หรือ UTP) และายคู่บิดเกลียวแบบมีชั้นโลหะห่อหุ้ม(Shielded Twisted-Pair หรือ STP)

สายคู่บิดเกลียวแบบไม่มีชั้นโลหะห่อหุ้ม
 
 
สายคู่บิดเกลียวแบบมีชั้นโลหะห่อหุ้ม


  1.2 สายโคแอกเชียล (Coaxial Cable)

                  สายโคแอกเชียล เป็นสายสัญญาณนำข้อมูลไฟฟ้า มีความถี่ในการส่งข้อมูลประมาณ 100 MHz ถึง 500 MHz สายโคแอกเชียลมีความมเร็วในการส่งข้อมูลและราคาสูงกว่าสายบิดเกลียว 

 สายโคแอกเชียล

1.3 สายใยแก้วนำแสง(Optical Fiber Cable)

                  สายสัญญาณทำจากใยแก้วหรือสารนำแสงหุ้มด้วยวัสดุป้องกันแสง มีความเร็วในการส่งสูงกับความเร็วแสง สามารถใช้ในการส่งข้อมูลที่มีความถี่สูงได้ สัญญาณที่ส่งผ่านสายใยแก้วนำแสง คือ แสง และ สัญญาณรบกวนจากภายนอกมีเพียงอย่างเดียว คือ แสงจากภายนอก

                           

                                          สายใยแก้วนำแสง

 

2.  สื่อนำข้อมูลแบบไร้สาย(Wireless Media) การสื่อสารข้อมูลแบบไร้สาย จะใช้อากาศเป็นตัวกลางของการสื่อสาร เช่น

2.1 แสงอินฟราเรด (Infrared)  เป็นการสื่อสารข้อมูลโดยใช้แสงอินฟราเรดเป็นสื่อกลาง การสื่อสารประเภทนี้นิยมใช้สำหรับการสือสารข้อมูลระยะใกล้ เช่น การสื่อการจากรีโมทคอนโทรลไปยังเครื่องรับวิทยุหรือโทรทัศน์

2.2 สัญญาณวิทยุ (Radio Wave)  เป็นสื่อนำข้อมูลแบบไร้สาย (Wireless Media) ที่มีการส่งข้อมูลเป็นสัญญาณคลื่อนวิทยุไปในอากาศไปยังตัวรับสัญญาณ

2.3 ไมโครเวฟภาคพื้นดิน (Terrestrial Microwave) เป็นการสื่อสารไรสายอีกประเภทหนึ่ง การสื่อสารประเภทนี้จะมีเสาส่งสัญญาณไมโครเวฟที่อยู่ห่างๆ กัน ทำการส่งข้อมูลไปในอากาศไปยังเสารับข้อมูล

เสาส่งสัญญาณไมโครเวฟ

2.4 การสื่อสารผ่านดาวเทียม (Satellite Communication)  เป็นการสื่อสารจากพื้นโลกที่มีการส่งสัญญาณข้อมูลไปยังดาวเทียม โดยดาวเทียมจะทำหน้าที่เป็นสถานีทวนสัญญาณ เพื่อจัดส่งสัญญาณต่อไปยังสถานีภาพพื้นดินอื่นๆ ระยะทางจะโลกถึงดาวเทียมประมาณ 22,000 ไมล์

การสื่อสารผ่านดาวเทียม

หลักเกณฑ์การพิจารณาเลือกสื่อนำข้อมูล

1.  ราคา

2.  ความเร็ว

3.  ระยะทาง

4.  สัญญาณรบกวนที่อาจจะเกิดขึ้น

5.  ความปลอดภัยของข้อมูล

 

มาตรฐานเครื่อข่ายไร้สาย (Wireless Networking Protocols)

บลูทูธ (Bluetooth)
         บลูทธเป็นชื่อที่นิยมเรียกสำหรับมาตรฐานเครือข่ายแบบ 802.15 บลูทูธเป็นเทคโนโลยีไร้สายที่ใช้การส่งข้อมูลทางคลื่นวิทยุ
 
ไว-ไฟ (Wi-Fi)
         ไว-ไฟ เป็นเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตไร้สายความเร็วสูงที่นิยมใช้กันทั่วโลก ใช้สัญญาณวิทยุในการรับส่งข้อมูลความเร็วสูงผ่านเครือข่ายไร้สายจากบริเวณที่มีการติดตั้ง แอกเซสพอยท์ (Access Point) ไปยังอุปกรณ์ที่ใช้เชื่อมต่อ เช่น โทรศัพท์มือถือ พีดีเอ และโน๊ตบุ๊ค
 
ไว-แมกซ์ (Wi-MAX) 

         ไว-แมกซ์ ย่อมาจาก Worldwide InterOperability for Microwave Access เป็นเทคโนโลยีการสื่อสารไร้สายระดับบรอดแบรนด์บนมาตรฐาน IEEE 802.16 โดยสามารถส่งข้อมูลกระจายสัญญาณจากจุดหนึ่งไปยังหลายจุดได้พร้อมๆกัน

 

เครือข่ายคอมพิวเตอร์

เกิดจากการสื่อสารข้อมูลของเครื่องคอมพิวเตอร์ตั้งแต่ 2 เครื่องขึ้น โดยในการเชื่อมต่อนั้นประสิทธิภาพของเครือข่ายคอมพิวเตอร์ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบต่างๆ ดังนี้

• จำนวนของเครื่องคอมพิวเตอร์ภายในเครือข่าย

• สื่อนำข้อมูล

• เครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์

• โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในการสื่อสารข้อมูล

 

โครงสร้างเครือข่ายคอมพิวเตอร์ (Topology)

โครงสร้างของเครือข่ายคอมพิวเตอร์สามารถจำแนกตามลักษณะของการการเชื่อมต่อได้ดังต่อไปนี้

1.  โครงสร้างเครือข่ายคอมพิวเตอร์แบบบัส (Bus Topology)

จะประกอบด้วยสายส่งข้อมูลหลักที่ใช้ส่งข้อมูลภายในเครือข่าย  เครื่องคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องจะเชื่อมต่อเข้ากับสายข้อมูลผ่านจุดเชื่อมต่อ เมื่อมีการส่งข้อมูลระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์หลายเครื่องพร้อมกันจะมีสัญญาณข้อมูลส่งไปบนสายสัญญาณและมีการแบ่งเวลาการใช้สายสัญญาณของแต่ละเครื่อง ข้อดีของการเชื่อมต่อแบบบัสคือ ใช้สายสัญญาณน้อย ช่วยให้ประหยัดค่าใช้จ่าย และถ้าเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องใดเครื่องหนึ่งเสียก็จะไม่ส่งผลต่อการทำงานของระบบโดยรวม แต่การตรวจจุดที่มีปัญหาทำได้ค่อนข้างยาก และถ้ามีจำนวนเครื่องคอมพิวเตอร์มากเกินไป จะมีการส่งข้อมูลชนกันมากจนเป็นปัญหา

โครงสร้างเครือข่ายคอมพิวเตอร์แบบบัส

2.  โครงสร้างเครือข่ายคอมพิวเตอร์แบบวงแหวน (Ring Topology)

โครงสร้างเครือข่ายคอมพิวเตอร์แบบวงแหวน มีการเชื่อมต่อระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยที่แต่ละการเชื่อมต่อจะมีลักษณะเป็นวงกลม การส่งข้อมูลภายในเครือข่ายนี้ก็จะเป็นวงกลมด้วยเช่นกัน ทิศทางการส่งข้อมูลจะเป็นทิศทางเดียวกันเสมอ หากเครื่องใดเครื่องหนึ่งชำรุดจะทำให้การส่งข้อมูลภายในเครือข่าย ไม่สามารถทำงานต่อไปได้ ข้อดีคือ ใช้สายเคเบิลน้อย และถ้าตัดเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เสียออกจากระบบ ก็จะไม่ส่งผลต่อการทำงานของระบบเครือข่ายนี้

โครงสร้างเครือข่ายคอมพิวเตอร์แบบวงแหวน

 

3.  โครงสร้างเครือข่ายคอมพิวเตอร์แบบดาว (Star Topology)

โครงสร้างเครือข่ายคอมพิวเตอร์แบบดาว ภายในเครือข่ายคอมพิวเตอร์จะต้องมีจุดศูนย์กลางในการควบคุมการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ หรือ ฮับ(Hub) การสื่อสารระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ต่างๆ จะสื่อสารผ่านฮับก่อน ข้อดีของการสื่อสารแบบนี้ คือ ถ้าต้องการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์เครื่องใหม่ก็สามารถทำได้ง่ายและไม่กระทบต่อเครื่องคอมพิวตอร์อื่นๆ ในระบบ แต่ข้อเสียคือ ค่าใช้จ่ายในการใช้สายเคเบิลจะค่อนข้างสูง และเมื่อฮับไม่ทำงาน การทำงานของคอมพิวเตอร์ทั้งระบบก็จะหยุดทำงานตามไปด้วย

โครงสร้างเครือข่ายคอมพิวเตอร์แบบดาว

4.  โครงสร้างเครือข่ายคอมพิวเตอร์แบบเมช (Mesh Topology)

โครงสร้างเครือข่ายคอมพิวเตอร์แบบเมช มีการทำงานโดยเครื่องคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องจะต้องมีช่องส่งสัญญาณจำนวนมาก เพื่อที่จะเชื่อมต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องอื่น ๆ ทุกเครื่อง สามารถส่งข้อมูลได้อิสระ ไม่ต้องรอการส่งข้อมูลระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์อื่นๆ ทำให้การส่งข้อมูลมีความรวดเร็ว แต่ค่าใช้จ่ายสายเคเบิลก็สูงด้วยเช่นกัน

โครงสร้างเครือข่ายคอมพิวเตอร์แบบเมช

5.  โครงสร้างเครือข่ายคอมพิวเตอร์แบบผสม (Hybird Topology)

เป็นโครงสร้างเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่ผสมผสานความสามารถของโครงสร้างเครือข่ายคอมพิวเตอร์หลาย ๆ แบบรวมกัน

 

ประเภทของเครื่องคอมพิวเตอร์ภายในเครือข่ายคอมพิวเตอร์

เซิร์ฟเวอร์ (Server)
         ป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ทำหน้าที่ให้บริการต่างๆโดยแต่ละเครือข่ายคอมพิวเตอร์สามารถมีเครื่องคอมพิวเตอร์เซิร์ฟเวอร์ได้หลายเครื่องตามความต้องการชนิดของเครื่องคอมพิวเตอร์เซิร์ฟเวอร์มีดังนี้

• ไฟล์เซิฟเวอร์ (File Server) ทำหน้าที่ให้บริการแฟ้มข้อมูลแก่เครื่องคอมพิวเตอร์อื่นๆ ซึ่งสามารถเรียกใช้แฟ้มงานต่างๆ จากเซิร์ฟเวอร์ได้

• ดาต้าเบสเซิร์ฟเวอร์ (Database Server) ทำหน้าที่ให้บริการฐานข้อมูลแก่เครื่องคอมพิวเตอร์ภายในเครือข่าย

• พรินต์เซิร์ฟเวอร์ (Print Server) ทำหน้าที่ให้บริการเครื่องพิมพ์ในการพิมพ์เอกสารต่างๆ

• อินเทอร์เน็ตเซิร์ฟเวอร์ (Internet Server) เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ที่สามารถติดต่อกับเครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้และทำหน้าที่ให้บริการแก่เครื่องคอมพิวเตอร์อื่นๆ ในการใช้อินเตอร์เน็ต

เว็ปเซิร์ฟเวอร์ (Web Server) ทำหน้าที่เก็บข้อมูลเว็บไซต์ และเมื่อเครื่องคอมพิวเตอร์อื่นต้องการเรียกดูข้อมูลจากเว็บไซต์เหล่านั้น เว็บเซิร์ฟจะทำหน้าที่ส่งข้อมูลเหล่านั้นไปให้

• เมลเซิร์ฟเวอร์ (Mail Server) ทำหน้าที่เก็บจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Mails หรือ E-Mail)

• ระบบโดเมนเนม (Domain Name System Server) ทำหน้าที่เก็บชื่อโดเมน และแปลชื่อโดเมนให้เป็นอีแอดเดรส (IP Address)

เวิร์กสเตชั่น (Workstation) เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ทั่วๆไปที่สามารถทำการประมวลผลข้อมูลต่างๆ
 
ไคลเอนต์ (Client) เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีการเรียกใช้ข้อมูลจากเซิร์ฟเวอร์
 
เทอร์มินัล (Terminal) เป็นอุปกรณ์ที่ประกอบด้วยจอภาพ แป้นพิมพ์ และอุปกรณ์อื่นๆ เทอร์มินัลไม่สามารถประมวลผลข้อมูลได้ด้วยตนเองแต่ใช้การสื่อสารข้อมูลกับเซิร์ฟเวอร์และให้เซิร์ฟเวอร์ทำการประมวลผลข้อมูลพร้อมทั้งส่งข้อมูลมาปรากฏบนจอภาพ

 

รูปแบบการประมวลผลข้อมูลในเครือข่ายคอมพิวเตอร์ (Computing Architecture)

1.การประมวลผลข้อมูลที่ศูนย์กลาง (Centralized Processing)

          เป็นการประมวลผลข้อมูลที่เซิร์ฟเวอร์  เครื่องลูกข่ายของเครือข่ายคอมพิวเตอร์นี้จะเป็นเทอร์มินัล ไม่สามารถประมวลผลได้เอง เครื่องเซิร์ฟเวอร์จะต้องเป็นเครื่องที่มีความเร็วสูง สามารถประมวลผลข้อมูลได้จำนวนมาก

 

 การประมวลผลข้อมูลที่ศูนย์กลาง
 

 

2.การประมวลผลข้อมูลแบบไคลเอนต์/เซิร์ฟเวอร์

          เป็นรูปแบบการประมวลผลที่เครื่องคอมพิวเตอร์ต่างๆ สามารถทำการประมวลผลข้อมูลได้อย่างอิสระ โดยกรณีที่เครื่องไคลเอนต์ต้องการข้อมูลจากเซิร์ฟเวอร์ จะมีการสื่อสารข้อมูลระหว่างกัน ตลอดจนแบ่งการประมวลผลไปยังเซิร์ฟเวอร์ด้วย

 

การประมวลผลข้อมูลแบบไคลเอนต์/เซิร์ฟเวอร์
 

 

ชนิดของเครือข่ายคอมพิวเตอร์

• Personal Area Network (PAN) เครือข่ายส่วนบุคคล เป็นเครือข่ายสำหรับการแลกเปลี่ยนสารสนเทศและบริการตลอดจนการใช้งานอุปกรณ์ร่วมกัน เช่น เทคโนโลยี บลูทูธ ตัวอย่างการใช้เครือข่ายส่วนบุคคล เช่น การแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างเครื่องพีดีเอ กับเครื่องคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ สำหรับการใช้อินเทอร์เน็ตและอีเมล            

• Local Area Network (LAN) เครือข่ายคอมพิวเตอร์แบบท้องถิ่น ระยะทางการเชื่อมต่อประมาณไม่เกิน กิโลเมตร มีความเร็วในการแลกเปลี่ยนข้อมูลประมาณ 10-100 Mbps สื่อที่ใช้มักจะเป็นสื่อแบบสายสัญญาณส่วนใหญ่จะใช้ในองค์การ สำนักงาน เช่น เครือข่ายภายในมหาวิทยาลัย หรือ เครือข่ายภายในบริษัท 10

• Metropolitan Area Network (MAN) เครือข่ายคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ อาจครอบคุมพื้นที่ทั้งตำบลหรืออำเภอ เครือข่ายคอมพิวเตอร์ชนิดนี้เกิดจากเชื่อมต่อของเครือข่ายคอมพิวเตอร์แบบท้องถิ่นหลาย ๆ เครื่อข่ายเข้าด้วยกัน

• Wide Area Network (WAN)  เครือข่ายคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่มาก ภายในเครือข่ายประกอบไปด้วยเครือข่ายแลล Lan และ Man พื้นที่ของเครือข่ายแบบนี้ สามารถครอบคลุมได้ทั้งประเทศ หรือทั่วโลก เครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่ให้บริการคลอบคลุมทั่วโลกก็เป็นเครือข่ายแบบ WAN เครือข่ายหนึ่งเช่นกัน

edit @ 17 Jan 2009 02:39:09 by Zigmagirl

edit @ 17 Jan 2009 02:43:00 by Zigmagirl

edit @ 20 Jan 2009 14:53:40 by Zigmagirl

edit @ 21 Jan 2009 02:36:08 by Zigmagirl

Comment

Comment:

Tweet