วงจรการทำงานของคอมพิวเตอร์

         ในการทำงานของคอมพิวเตอร์ จะมีขั้นตอนการทำงานพื้นฐาน 4 ขั้นตอน ซึ่งประกอบด้วย การรับข้อมูลการประมวลผล การแสดงผล และการจัดเก็บข้อมูล หรือที่เรียกย่อ ๆ ว่า IPOA Cycle (Input Process Output Storage Cycle)

         1. รับข้อมูล (Input) คอมพิวเตอร์จะทำหน้าที่รับข้อมูลเพื่อนำไปประมวลผล อุปกรณ์ที่ทำหน้าที่รับข้อมูลที่นิยมใช้ในปัจจุบัน เช่น แป้นพิมพ์ (Key board) เมาส์ (Mouse) สแกนเนอร์ (Scanner) ไมโครโฟน (Microphone) และกล้องดิจิทัล (Digital Camera) เป็นต้น

         2. ประมวลผล (Process) เมื่อ คอมพิวเตอร์รับข้อมูลเข้าสู่ระบบแล้ว จะทำการประมวลผลตามโปรแกรมหรือคำสั่งที่กำหนด เช่น การคำนวณภาษี การคำนวณเกรดเฉลี่ย เป็นต้น

          3. แสดงผล (Output) คอมพิวเตอร์จะแสดงผลลัพธ์ที่ได้จากการประมวลผลไปยังหน่วยแสดงผลซึ่งมีอุปกรณ์ทำหน้าที่แสดงผลที่ใช้แพร่หลายในปัจจุบัน ได้แก่ จอภาพ (Moniter) ลำโพง (Speaker) และเครื่องพิมพ์ (Printer) เป็นต้น

         4. จัดเก็บข้อมูล (Storage) คอมพิวเตอร์จะทำการจัดเก็บข้อมูลลงในอุปกรณ์เก็บข้อมูล (Storage Medium) เช่น ฮาร์ดดิสก์ (Hard Disk) แผ่นซีดีรอม (CD-ROM) และ USB Flash Drive เป็นต้น

 

ประเภทของคอมพิวเตอร์

         คอมพิวเตอร์ สามารถจำแนกได้หลายประเภท ขึ้นอยู่กับความแตกต่างของขนาดเครื่อง ความเร็วในการประมวลผล และราคาเป็นข้อพิจารณาหลัก โดยทั่วไปนิยมจำแนกประเภทคอมพิวเตอร์เป็น 7 ประเทภ

         1. ซูเปอร์คอมพิวเตอร์

         2. คอมพิวเตอร์เมนเฟรม

         3. มินิคอมพิวเตอร์

         4. คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ

         5. โน้ตบุ๊คคอมพิวเตอร์

         6. คอมพิวเตอร์พกพาขนาดฝ่ามือ

         7. คอมพิวเตอร์แบบฝัง

         ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ (Supercomputer) เป็น คอมพิวเตอร์ที่มีประสิทธิภาพในการทำงานสูงสุดจึงมีราคาสูงมาก ความสามารถในการประมวลผลที่ทำได้ถึงพันล้านคำสั่งต่อวินาที ตัวอย่างการใช้คอมพิวเตอร์ประเภทนี้ เช่น การพยากรณ์อากาศ การทดสอบทางอวกาศ และงานอื่น ๆ ที่มีการคำนวณที่ซับซ้อน

 

ตัวอย่างซูเปอร์คอมพิวเตอร์
 

         คอมพิวเตอร์เมนเฟรม หรือ คอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ (Mainframe Computer) เป็น คอมพิวเตอร์ที่มีประสิทธิภาพรองจากซูเปอร์คอมพิวเตอร์ สามารถรับรองการทำงานจากผู้ใช้ได้หลายร้อยคนในเวลาเดียวกัน ประมวลผลด้วยความเร็วสูง มีหน่วยความจำหลักขนาดใหญ่ ตลอดจนการจัดเก็บข้อมูลได้เป็นจำนวนมาก

 

ตัวอย่างเมนเฟรมคอมพิวเตอร์
 

          มินิคอมพิวเตอร์ หรือ คอมพิวเตอร์ขนาดกลาง (Minicomputer) หรือเรียกว่า Mid-renge Computer/Server เป็น คอมพิวเตอร์ที่มีประสิทธิภาพในการทำงานในด้านความเร็วและความสามารถในการจัด เก็บข้อมูลน้อยกว่าเมนเฟรม แต่สูงกว่าคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ (Desktop Computer) และ สามารถรองรับการทำงานจากผู้ใช้ได้หลายคนในการทำงานที่แตกต่างกันจากจุดเริ่ม ต้นในการพัฒนาที่ต้องการให้คอมพิวเตอร์ประเภทนี้ทำงานเฉพาะอย่าง เช่นการคำนวณทางด้านวิศวกรรม 

         คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ (Desktop Computer) เป็นคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (Personal Computer หรือ PC) ที่ มีขนาดเล็กเหมาะกับโต๊ะทำงานในสำนักงาน สถานศึกษา และที่บ้าน รูปทรงของตัวเครื่องคอมพิวเตอร์จะมีทั้งแบบวางนอน และแบบแนวตั้งที่เรียกว่าทาวเวอร์ (Tower) เพื่อประหยัดเนื้อที่ในการวางทั้งบนโต๊ะและที่พื้น 

 

  ตัวอย่างคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ

 

         คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ค หรือบางครั้งเรียกว่า แล็ปท็อปคอมพิวเตอร์ (Laptop Computer) เป็น คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลที่มีขนาดเล็ก บาง และน้ำหนักเบา เหมาะแก่การพกพาไปใช้ในสถานที่ต่าง ๆ คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คสามารถใช้กับไฟฟ้ามารถฐานทั่วไปและแบตเตอร์รี่ ปัจจุบันคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คจะมีอุปกรณ์ครบครันและสามารถใช้งานเช่นเดียวกับ คอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะ 

ตัวอย่างคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊ค
 

         Hand-held Personal Computer หรือ Palmtop Computer ปัจจุบัน คอมพิวเตอร์พกพาที่มีขนาดเล็กที่สุด ไม่ใช่เครื่องคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คอีกต่อไปแล้ว แต่เป็นอุปกรณ์ที่เรียกกันทั่วไปว่าพีดีเอ (PDA) ซึ่งย่อมาจากคำว่า Personal Digital Assistant ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่สามารถจัดการข้อมูลส่วนบุคคล จดบันทึก ปฏิทินนัดหมาย เครื่องคิดเลข ตลอดจนการใช้งานอินเทอร์เน็ต

ตัวอย่าง Palmtop Computer
 
           คอมพิวเตอร์แบบฝัง (Embedded Computer) เป็น คอมพิวเตอร์ที่ฝังอยู่ในอุปกรณ์ต่าง ๆ นิยมนำมาใช้ทำงานเฉพาะด้าน พิจารณาจากภายนอกจะไม่เห็นว่าเป็นคอมพิวเตอร์ แต่จะทำหน้าที่ควบคุมการทำงานบางอย่างของอุปกรณ์นั้น ๆ คอมพิวเตอร์ประเภทนี้ เช่น เครื่องเล่นเกม ระบบเติมน้ำมันอัตโนมัติ โทรศัพท์มือถือ และตู้ร้องเพลงคาราโอเกะ เป็นต้น

 

ตัวอย่างคอมพิวเตอร์แบบฝังแบบต่างๆ

 เทคโนโลยีฮาร์ดแวร์

         เมื่อกล่าวถึง ฮาร์ดแวร์คอมพิวเตอร์ (Hardware) โดย ทั่วไปจะหมายถึง อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และอุปกรณ์อื่น ๆ ที่ต่อพ่วงเข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ ได้แก่ โมเด็ม เครื่องพิมพ์ สแกนเนอร์ และลำโพง

 ตัวอย่างฮาร์ดแวร์คอมพิวเตอร์

 

        ในการเรียนรู้ว่าระบบคอมพิวเตอร์ทำงานอย่างไรนั้น ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจถึงองค์ประกอบหลักของคอมพิวเตอร์เสียก่อน ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว การทำงานของระบบคอมพิวเตอร์นั้นจะประกอบด้วยองค์ประกอบหลัก 6 ส่วนคือ

         1.  อุปกรณ์รับข้อมูล

         2.  หน่วยประมวลผลกลาง

         3.  หน่วยความจำ

         4.  อุปกรณ์แสดงผล

         5.  อุปกรณ์การสื่อสาร

         6.  อุปกรณ์เก็บข้อมูลสำรอง 

องค์ประกอบของระบบคอมพิวเตอร์

 

อุปกรณ์รับข้อมูล (Input Devices)

         อุปกรณ์รับข้อมูล เป็นฮาร์ดแวร์ใด ๆ ที่ทำหน้าที่รับข้อมูล โปรแกรม และคำสั่งเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ การใช้อุปกรณ์รับข้อมูลจะขึ้นอยู่กับลักษณะของโปรแกรมประยุกต์และความสะดวก ในการใช้งาน อุปกรณ์รับข้อมูลที่นิยมใช้ในปัจจุบัน ได้แก่ แป้นพิมพ์ (Key board) เมาส์ (Mouse) สแกนเนอร์ (Scanner) ไมโครโฟน (Microphone) และกล้องดิจิทัล (Digital Camera) เป็นต้น 

         แป้นพิมพ์ เป็น อุปกรณ์รับข้อมูลที่ประกอบด้วยแป้นกดเพื่อป้อนข้อมูลเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่ง คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะทั่วไปจะใช้แป้นพิมพ์ที่มีแป้นกด 101 และ 105 แป้นส่วนคอมพิวเตอร์ขนาดเล็ก เช่น คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ค และเครื่องคอมพิวเตอร์แบบพกพาหรือ พีดีเอ (PDA) จะใช้แป้นพิมพ์ที่มีจำนวนแป้นพิมพ์น้อยกว่า

ตัวอย่างแป้นพิมพ์
 

          เมาส์ เป็นอุปกรณ์ควบคุมการชี้ตำแหน่งบนจอภาพ เมาส์มีตั้งแต่ 1 ถึง 5 ปุ่มปัจจุบันมีการใช้เมาส์ทั้งแบบมีลูกกลิ้งกลม (Ball) ด้านล่าง แบบใช้แสงอินฟราเรด (Optical Mouse) และแบบไร้สาย (Wireless Mouse) 

 

ตัวอย่างเมาส์

 

หน่วยประมวลผลกลาง (Central Processing Unit: CPU)

         หน่วยประมวลผลกลาง หรือ CPU เป็นวงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่ประกอบด้วยส่วนสำคัญ 2 ส่วนคือ หน่วยควบคุม (Control Unit) ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของคอมพิวเตอร์ทุกส่วน และ หน่วยคำนวณและตรรกะ (Arithmetic/Logic Unit : ALU) ทำหน้าที่คำนวณทางคณิตศาสตร์ เช่น + - * / 

 

ตัวอย่างไมโครโปรเซสเซอร์

 

หน่วยความจำหลัก (Main Memory) 

         เป็นชิบหรือวงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้บันทึกโปรแกรมและข้อมูล หน่วยความจำหลักจะบรรจุอยู่บนแผงวงจรหลักหรือที่เรียกว่าเมนบอร์ด (Main board) หน่วยของข้อมูลที่จัดเก็บในหน่วยความจำจะใช้หน่วยเป็น ไบต์ (Byte) กิโลไบต์ (Kilobyte) เมกะไบต์ (Megabyte) กิกะไบต์ (Gigabyte) และเทระไบต์ (Terabyte)  

         หน่วยความจำแรม Random Access Memory หรือ RAM เป็นอุปกรณ์หรือแผงวงจรที่ทำหน้าที่เก็บข้อมูลและโปรแกรมคอมพิวเตอร์ หน่วยความจำแรม บางครั้งเรียกว่า หน่วยความจำชั่วคราว (Volatile Memory) ทั้ง นี้เนื่องจากโปรแกรมและข้อมูลที่ถูกเก็บในหน่วยความจำแรมจะถูกลบหายไปเมื่อ ปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ ดังนั้นถ้าต้องการเก็บข้อมูลและโปรแกรมที่อยู่ในแรมไว้ใช้งานในอนาคตจะต้อง บันทึกข้อมูลเหล่านั้นลงในหน่วยความจำสำรอง (Secondary Storage) ก่อนที่จะปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ทุกครั้ง RAM ที่นิยมใช้ในปัจจุบันนี้แบ่ง 2 ประเภท คือ Static RAM (SRAM) และ Dynamic RAM (DRAM)

 

ตัวอย่างแรม
 

          น่วยความจำรอม Read-Only Memory หรือ ROM เป็นหน่วยความจำที่บันทึกข้อสนเทศและคำสั่งเริ่มต้น (Start-up) ของ ระบบ คุณสมบัติเด่นของรอมคือ ข้อมูลและคำสั่งจะไม่ถูกลบหายไป ถึงแม้ว่าจะปิดเครื่องคอมพิวเตอร์หรือไม่ มีกระแสไฟฟ้าหล่อเลี้ยงแล้วก็ตาม                ข้อมูลหรือคำสั่งที่จัดเก็บในหน่วยความจำรอม ส่วนใหญ่จะถูกบันทึกมาจากโรงงานผู้ผลิตเครื่องคอมพิวเตอร์ และข้อมูลเหล่านั้นจะไม่สามารถลบหรือแก้ไข้ได้ แต่สามารถอ่านได้ เรียกว่า PROM (Programmable Read-Only Memory)

         หน่วยความจำซีมอส CMOS ย่อมาจาก Complementary Metal-Oxide Semiconductor เป็นหน่วยความจำที่ใช้เก็บข้อสนเทศที่ใช้เป็นประจำของระบบคอมพิวเตอร์ เช่น ประเภทของแป้นพิมพ์ เมาส์ จอภาพ และเครื่องอ่านแผ่นดิสก์ CMOS ใช้กระแสไฟจากแบตเตอรี่ ดังนั้นเมื่อปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ ข้อสนเทศใน CMOS จึงไม่สูญหาย 

อุปกรณ์แสดงผล (Output Devices)

         เป็นอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่แสดงผลที่ได้จากการประมวลผลข้อมูลซึ่งอาจแสดงในรูปของ การพิมพ์รายงานด้วยเครื่องพิมพ์ การแสดงผลทางจอภาพ และการแสดงในรูปของเสียงและวิดีโอ อุปกรณ์ที่ทำหน้าที่แสดงผลที่เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายได้แก่ เครื่องพิมพ์ และจอภาพ

 

ตัวอย่างเครื่องพิมพ์แบบจุด เครื่องพิมพ์ฉีดหมึก และเครื่องพิมพ์เลเซอร์

                 

 ตัวอย่างจอภาพคอมพิวเตอร์

 

 อุปกรณ์เก็บข้อมูลสำรอง (Secondary Storage Devices)

         อุปกรณ์เก็บข้อมูลสำรอง บางครั้งเรียก Auxiliary Storage Devices ใช้ สำหรับจัดเก็บโปรแกรมและข้อมูลเพื่อใช้ในการประมวลผล โดยสามารถจัดเก็บไว้ได้ถึงแม้ว่าจะไม่มีกระแสไฟฟ้าหล่อเลี้ยงก็ตาม อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลสำรองที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย ได้แก่ แผ่นดิสเกตต์ (Diskette) หรือที่เรียกว่าแผ่นฟลอปปีดิสก์ (Floppy Disk) ฮาร์ดดิสก์ (Hard Disk) แผ่นคอมแพคดิสก์ (CD) และแผ่น ดีวีดี (DVD)

         ฟลอปปีดิสก์ เป็นแผ่นเก็บข้อมูลสำรองที่พกพาและเคลื่อนย้ายได้สะดวก ปัจจุบันนิยมใช้ขนาด 3.5 นิ้ว มีความจุของข้อมูล 1.44 เมกะไบต์ หรือ 1,457,664 ไบต์ หรือประมาณ 400 หน้า

ตัวอย่างฟลอปปีดิสก์

          ฮาร์ดดิสก์ มีลักษณะการทำงานลักษณ์เดียวกับฟลอปปีดิสก์ แต่มีความจุที่มากกว่า หน่วยวัดความจุของการเก็บข้อมูลในฮาร์ดดิสก์นิยมใช้เป็นกิกะไบต์ เช่น 40 กิกะไบต์ เป็นต้น

ตัวอย่างฮาร์ดดิสก์
 

          คอมแพคดิสก์ เป็นอุปกรณ์สำรองข้อมูลที่นิยมอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน แผ่นซีดีจะถูกอ่านด้วยเครื่องอ่านซีดี CD-ROM Drive ที่มีความเร็วแตกต่างกัน เช่น 32x หรือ 52x เป็นต้น ซีดีแต่ละแผ่นจะมีความจุประมาณ 650MB โดยปกติจะจำแนกแผ่นซีดีออกเป็น 3 ชนิดคือ CD-ROM (ไม่สามารถลบข้อมูลได้) CD-R (สามารถอ่าน-เขียน แต่ไม่สามารถลบข้อมูลได้) และ CD-RW (สามารถอ่าน-เขียน และลบข้อมูลได้)

         ดีวีดี (DVD) ย่อมาจาก Digital Versatile Disk เป็นแผ่นที่มีความจุของข้อมูลประมาณ 17 GB และเช่นเดียวกับแผ่นซีดี กล่าวคือ แผ่น DVD สามารถแบ่งออกเป็น 3 ชนิดคือ DVD-ROM, DVD-R และ DVD-RW

 

การบริหารทัพยากรคอมพิวเตอร์ฮาร์ดแวร์

         1. การกำหนดแนวทางจัดหาอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ให้สอดคล้องกับความจำเป็นและการแข่ง ขันของธุรกิจในยุคปัจจุบัน ทั้งนี้เทคโนโลยีข่าวสารและการขยายตัวของธุรกิจมีการเจริญเติบโตอย่างรวด เร็วพัฒนาการทางด้านคอมพิวเตอร์ฮาร์ดแวร์มีการเติบโตอย่างก้าวกระโดดเพื่อ สนองความต้องการในการนำมาช่วยงานทางธุรกิจ

         2. การกำหนดมาตรฐานในการจัดซื้อจัดหารทัพยากรฮาร์ดแวร์เทคโนโลยี คอมพิวเตอร์ฮาร์ดแวร์สามารถที่จะช่วยสนับสนุนการขยายขีดความสามารถของ องค์การได้ ขณะเดียวกันหากขาดการวางแผนและมาตรฐานที่มีประสิทธิภาพแล้วย่อมเป็นตัวถ่วง การดำเนินงานขององค์การได้เช่นกัน ดังนั้นในการเลือกซื้อและจัดหาอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ จึงต้องมีการพิจารณาอย่างรอบคอบเพื่อให้แน่ใจว่าสิ่งที่จัดหานั้นสอดคล้อง กับความต้องการขององค์การอย่างแท้จริง

         3. การจัดทำระบบข้อมูลเกี่ยวกับทรัพยากรคอมพิวเตอร์ฮาร์ดแวร์ทรัพยากร คอมพิวเตอร์มีคุณค่าต่อการดำเนินงานธุรกิจ ต้องให้งบประมาณในการจัดหา การจัดทำระบบข้อมูลเพื่อการดูแลรักษาอุปกรณ์ต่าง ๆ เป็นแนวทางที่ช่วยให้การบริหารจัดการสะดวกและมีประสิทธิภาพ ซึ่งนอกจากจะจัดเก็บเกี่ยวกับรายละเอียดของอุปกรณ์ต่าง ๆ แล้วข้อมูลเกี่ยวกับปัญหาที่เกิดขึ้น ตลอดจนแนวทางการแก้ไขปัญหานับได้ว่าเป็นข้อมูลที่สำคัญเช่นกันในการนำ เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์มาประยุกต์ใช้งานในองค์การ

 

เทคโนโลยีซอฟแวร์

         คอมพิวเตอร์ฮาร์ดแวร์ไม่สามารถทำงานได้โดยปราศจากคำสั่งหรือโปรแกรม ที่เรียกว่า ซอฟแวร์ (Software) ซึ่ง มีหน้าที่ในการควบคุมให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำงานให้ได้ตามผลลัพธ์ที่ต้องการ ซอฟต์แวร์หรือโปรแกรมเขียนขึ้นด้วยภาษาต่าง ๆ และการเลือกใช้โปรแกรมที่เหมาะสมกับลักษณะของงานนั้น จะช่วยการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเกิดประสิทธิภาพได้อย่างสูงสุด

         ซอฟต์แวร์แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ ซอฟต์แวร์ระบบ (System Software) และ ซอฟต์แวร์ประยุกต์ (Application Software) ในการทำงานใด ๆ ผู้ใช้จะติดต่อกับซอฟต์แวร์ระบบหรือซอฟต์แวร์ประยุกต์เพื่อควบคุมการทำงานของฮาร์ดแวร์

ซอฟต์แวร์ระบบ

         ซอฟต์แวร์ระบบ เป็นโปรแกรมหรือคำสั่งที่ทำหน้าที่ควบคุมการปฏิบัติงานของคอมพิวเตอร์ การสื่อสารข้อมูลและเครือข่าย และอุปกรณ์อื่น ๆ ซอฟต์แวร์ระบบเป็นส่วนติดต่อระหว่างผู้ใช้กับโปรแกรมประยุกต์และฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ระบบจำแนกออกเป็น 2 ประเภทคือ ระบบปฏิบัติการ (Operating System : OS) และ โปรแกรมอรรถประโยชน์ (Utility Programs)                   

ระบบปฏิบัติการ

         เป็นชุดคำสั่งที่ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางของกิจกรรมต่าง ๆ ระหว่างโปรแกรมประยุกต์และอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ และผู้ใช้ทำงานกับโปรแกรมประยุกต์ ตัวอย่างระบบปฏิบัติการที่ใช้ในปัจจุบัน ได้แก่ ระบบปฏิบัติการดอส (Disk Operating System : DOS) ระบบปฏิบัติการลีนุกซ์ (LINUX) ระบบปฏิบัติการ ยูนิกส์ (UNIX) และระบบปฏิบัติการวินโดวส์ เช่น Windows 98, Windows ME และ Windows XP เป็นต้น

โปรแกรมอรรถประโยชน์

         เป็นซอฟต์แวร์ระบบที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์ โปรแกรม และอุปกรณ์ต่าง ๆ ทำน้าที่ดูแลความปลอดภัยและเสถียรภาพของเครื่องคอมพิวเตอร์ ตัวอย่างโปรแกรมอรรถประโยชน์ เช่น โปรแกรมสำหรับสำรองข้อมูลที่สำคัญในฮาร์ดดิสก์ (Backup) โปรแกรมตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล (Scandisk) ในฮาร์ดดิสก์ โปรแกรมที่ช่วยในการจัดระเบียบข้อมูลในฮาร์ดดิสก์ (Disk Defragmenter) เพื่อให้สามารถอ่านและบันทึกข้อมูลได้รวดเร็วขึ้น

ซอฟต์แวร์ประยุกต์

         ซอฟต์แวร์ประยุกต์เป็นโปรแกรมที่พัฒนาขึ้นเพื่อให้คอมพิวเตอร์ทำงานด้านต่าง ๆ ตามความต้องการของผู้ใช้ ซึ่งถ้าโปรแกรมพัฒนาขึ้นเพื่อความต้องการเฉพาะขององค์การใดองค์การหนึ่ง จะเรียกซอฟต์แวร์ประเภทนี่วา ซอฟต์แวร์เฉพาะงาน (Custom Program หรือ Tailor-made Software) ซึ่ง ข้อดีคือโปรแกรมสามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพตามความประสงค์ของหน่วย งาน แต่ข้อเสีย คือ ซอฟต์แวร์ประเภท นี้จะใช้เวลาในการพัฒนานานและค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง และด้วยเหตุผลดังกล่าว จึงได้มีการพัฒนาโปรแกรมที่ใช้สำหรับงานทั่ว ๆ ไปที่เรียกว่า General-purpose Software หรือบางครั้งเรียกว่าโปรแกรมสำเร็จรูป (Package Software) เป็นซอฟต์แวร์เชิงพาณิชย์ (Commercial Software) ที่ผู้ใช้สามารถซื้อไปประยุกต์ใช้งานได้ทันที

         ซอฟต์แวร์ประยุกต์ที่นิยมใช้สำหรับงานทั่วไป สามารถแบ่งตามประเภทของงานได้ดังนี้

โปรแกรมประมวลผลคำ (Word Processor)

         เป็นโปรแกรมสำหรับสร้าง แก้ไข จัดรูปแบบ ตลอดจนจัดพิมพ์งานเอกสารให้ออกมาในรูปแบบรายงาน จดหมาย หนังสือ บทความ และสิ่งพิมพ์อื่น ๆ นอกจากนี้ยังมีเครื่องมือช่วยตรวจตัวสะกดและไวยากรณ์ ช่วยจัดย่อหน้าในการพิมพ์ จัดระยะห่างของบรรทัด ใส่รูปภาพจากแหล่งอื่น ๆ ตาราง อักษรศิลป์ อีกทั้งยังสามารถนำข้อมูลชนิดที่เป็นตารางเข้ามาแปลงให้เป็นข้อความได้อีก ด้วย

โปรแกรมด้านการคำนวณ (Spreadsheet)

         เป็นโปรแกรมด้านการคำนวณ มีลักษณะเป็นกระดาษทำการ (Worksheet) ที่ประกอบไปด้วยช่องตารางหรือที่เรียกว่า เซลล์ (Cell) เรียงตามแถว (Row) และคอลัมน์ (Column) สามารถ พิมพ์ข้อมูลที่เป็นตัวอักษร ตัวเลข และสูตรการคำนวณคำต่าง ๆ ความสามารถของโปรแกรมการคำนวณนี้ยังช่วยให้ผู้ใช้ลดขั้นตอนในการคำนวณต่าง ๆ ในกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงข้อมูล เช่น เมื่อมีการคำนวณผลในตารางเรียบร้อยแล้ว แต่ภายหลังพบว่าต้องแก้ไขตัวเลข ผู้ใช้ก็พิมพ์ตัวเลขที่ต้องการแก้ไขลงในตารางได้ทันที โดยไม่ต้องไปคำนวณผลใหม่อีก เนื่องจากโปรแกรมจะทำการปรับผลลัพธ์ให้เองโดยอัตโนมัติ ลักษณะงานที่ใช้ซอฟต์แวร์ประเภทนี้ เช่น งานบัญชีที่มีการคำนวณงบกำไร-ขาดทุน การจัดทำกราฟสถิติ เพราะนำข้อมูลจากตารางมาแปลงให้เป็นสารสนเทศในรูปแบบกราฟสถิติ หรือกราฟเปรียบเทียบ ซึ่งมีรูปแบบที่สวยงามหลายรูปแบบให้เลือกใช้ 

โปรแกรมการนำเสนอข้อมูล (Presentation)

         เป็นโปรแกรมประยุกต์ที่สามารถสร้างเอกสารในรูปแบบแผ่นสไลด์ เหมาะสำหรับงานนำเสนอหลายรูปแบบ เช่น การนำเสนอข้อมูลในที่ประชุม การอบรม-สัมมนา หรือการบรรยายในการเรียนการสอนด้วยความสามารถของโปรแกรมที่มีเทคนิคการนำ เสนอที่ตื่นเต้นน่าสนใจทำให้เกิดความดึงดูดใจในการนำเสนอ

โปรแกรมการจัดการด้านฐานข้อมูล (Database)

         เป็นโปรแกรมสำหรับสร้างฐานข้อมูล เพื่อนำไปจัดเก็บให้สามารถจัดการข้อมูลได้ เช่น เพิ่มลบ แก้ไขและการค้นหาข้อมูลตามเงื่อนไข ซึ่งทำได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว มีตัวช่วยสร้างออกแบบฟอร์ม (Form) สำเร็จ รูป เพื่อให้ผู้ใช้สามารถบันทึกข้อมูลได้ทางหน้าต่างฟอร์มและนำข้อมูลไปเก็บไว้ ในฐานข้อมูล นอกจากนี้ยังสามารถพิมพ์รายงานออกมาได้อย่างถูกต้องและสวยงามอีกด้วย

         โปรแกรมการจัดการด้านฐานข้อมูลนี้ยังสามารถประยุกต์เป็นโปรแกรมจัดการฐานข้อมูลอื่น ๆ ได้อีก เช่น การจัดเก็บสินค้าคงคลัง ข้อมูลลูกค้า ข้อมูลบุคลากร

โปรแกรมด้นงานพิมพ์ (Desktop Publishing)

          เป็น โปรแกรมสำหรับช่วยผลิตงานสิ่งพิมพ์ต่าง ๆ หลายรูปแบบ เช่น แผ่นพับ ใบปลิวจดหมายข่าว บัตรเชิญ นามบัตร เป็นต้น ที่สำคัญโปรแกรมด้านงานพิมพ์นี้ยังมีตัวช่วยสร้างเพื่อให้ผู้ใช้สามารถออก แบบงานสิ่งพิมพ์ได้อย่างสวยงาม ด้วยรูปแบบและรายการสิ่งพิมพ์ที่หลากหลายผู้ใช้สามารถเลือกใช้ได้ตามความ ต้องการด้ายวิธีที่สะดวกรวดเร็ว และมีคุณภาพสูงอีกด้วย โปรแกรมด้านงานพิมพ์ที่นิยมใช้ในปัจจุบัน ได้แก่ Microsoft Publisher และ Abode PageMaker เป็นต้น

โปรแกรมกราฟิก (Graphics)

         เป็น โปรแกรมกราฟิกที่ช่วยสร่างงานและออกแบบกราฟิกต่าง ๆ เช่น การวาดภาพ การนำรูปภาพ ที่มีอยู่แล้วมาตกแต่งให้สวยไปจากเดิม ความสามารถของโปรแกรมประเภทนี้ก็คือ ช่วยเปลี่ยนแปลงภาพวาดธรรมดาให้เป็นภาพวาดที่สวยงามด้วยเครื่องมือช่วย ซึ่งทำงานลักษณะคล้ายดินสอพร้อมกับมีขนาดของเส้นให้เลือก สีสำหรับระบาย แปรงทาสีที่มีขนาดต่าง ๆ กัน รวมไปถึงอุปกรณ์การตกแต่งภาพต่าง ๆ ที่เลียนแบบของจริงให้ผู้ใช้ได้เลือกหลากหลายชนิด ที่สำคัญผู้ใช้ต้องมีความชำนาญในการใช้เครื่องมือผนวกกับเทคนิควิธีทางศิลปะ จะทำให้งานกราฟิกออกมาอย่างมีคุณภาพ โปรแกรมด้านกราฟิกที่นิยมใช้สำหรับตำแต่งภาพทั่วไป ได้แก่ Adobe Photoshop, Microsoft Paint และ CorelDraw เป็นต้น 

 

ภาษาโปรแกรม

         มนุษย์ทุกวันนี้สื่อสารกันด้วยภาษาที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับความเป็นมาและสภาพแวดล้อมของแต่ละชาติ ภาษาที่นิยมใช้สื่อสารกันในปัจจุบันนี้ เช่น ภาษาอังกฤษ ภาษาฝรั่งเศส ภาษาสเปน ภาษาเยอรมัน ภาษาญี่ปุ่น ภาษาจีน อื่น ๆ การสื่อสารของคอมพิวเตอร์ก็มีลักษณะเช่นเดียวกับการสื่อสารของมนุษย์กล่าว คือมีภาษาที่แตกต่างกันจำนวนมากที่สามารถสั่งให้คอมพิวเตอร์ทำงานได้ เช่น ภาษาเบสิก (BASIC), ภาษาปาสคาล (PASCAL), ภาษาโคบอล (COBOL), ภาษาซี (C)

         ถึงแม้ว่าคอมพิวเตอร์จะรับคำสั่งจากภาษาคอมพิวเตอร์ที่มีโครงสร้างแตกต่างกัน ได้ แต่เนื่องจากคอมพิวเตอร์เป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ดังนั้นการรับคำสั่งในการทำงานคอมพิวเตอร์จะรับเป็นสัญญาณไฟฟ้าที่เรียกว่า “ภาษาเครื่อง” หรือ Machine Language เป็นต้น

ประเภทของภาษาคอมพิวเตอร์ 

         ภาษาที่ใช้ในการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์มีจำนวนหลายร้อยภาษา แต่ละภาษาก็มีคุณลักษณะโคตรงสร้างและกฎเกณฑ์ของตนเอง บางภาษาถูกพัฒนาขึ้นให้ทำงานกับเครื่องคอมพิวเตอร์บางประเภทในขณะที่บางภาษา ถูกพัฒนาให้สามารถทำงานเฉพาะอย่าง เช่น ทางวิทยาศาสตร์หรือธุรกิจ

         ภาษาคอมพิวเตอร์โดยทั่วไปแล้วสามารถจำแนกได้เป็น 5 ประเภทดังนี้คือ

         1.  ภาษาเครื่อง

         2.  ภาษาแอสแซมบลี

         3.  ภาษาระดับสูงหรือภาษาในยุคที่สาม

         4.  ภาษาระดับสูงมากหรือภาษาในยุคที่สี่

         5.  ภาษาธรรมชาติ

ภาษาเครื่อง (Machine Language)

         ภาษาเครื่องเป็นภาษาคอมพิวเตอร์เพียงภาษาเดียวที่สามารถสื่อสารได้กับคอมพิวเตอร์โดยตรงซึ่งในบางครั้งก็เรียกกันว่าภาษาในยุคที่หนึ่ง (First-generation Language)คำสั่งในภาษาเครื่องจะเป็นชุดคำสั่งที่ประกอบด้วยตัวเลขของเลขฐานสอง (Binary Digits หรือ bits) ที่ใช้เลข 0 และ 1 เป็นสัญลักษณ์แทนสัญญาณไฟฟ้าปิดและเปิดตามลำดับ และเนื่องจากคอมพิวเตอร์สามารถสื่อสารเข้าใจกับภาษาเครื่องได้โดยตรง ดังนั้นโปรแกรมภาษาเครื่องจึงไม่จำเป็นต้องมีตัวแปลภาษา ข้อเสียของโปรแกรมที่เขียนด้วยภาษาเครื่องคือ โปรแกรมจะสามารถทำงานเฉพาะกับเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้พัฒนาโปรแกรมนั้นเท่านั้น

ภาษาแอสแซมบลี (Assembly Language)

         เนื่องมาจากภาษาเครื่องยากแก่การเขียนโปรแกรมภาษาในยุคที่สอง (Second-generation Language) ที่เรียกว่า ภาษาแอสแซมบลี จึงได้ถูกพัฒนาขึ้น ภาษาแอสแซมบลีหรือภาษาสัญลักษณ์ (Symbolic Programming Language) จะใช้รหัสและสัญลักษณ์แทน 0 และ 1 ในการเขียนโปรแกรมภาษา แอสแซมบลี มีข้อดีหลายประการเมื่อเทียบกับภาษาที่เขียนด้วยภาษาเครื่อง ตัวอย่างเช่น ภาษาแอสแซมบลีจะใช้ตัวย่อที่มีความหมาย หรือในบางครั้งเรียกว่านีมอนิก

ภาษาระดับสูง (High-level Languages) หรือภาษายุคที่สาม (Third-generation Languages)

         เนื่อง มาจากภาษาเครื่องและภาษาแอสแซมบลียังมีข้อจำกัดในการนำไปพัฒนาโปรแกรม ภาษาระดับสูงเป็นภาษาที่ง่ายต่อการเรียนรู้ และการนำไปประยุกต์ใช้งาน ภาษาในยุคที่สาม (Third-generation Languages หรือ 3GL) หรือภาษาโพรซีเยอร์ (procedural Languages) เป็นชุดคำสั่งที่มีลักษณะเหมือนคำในภาษาอังกฤษ

ภาษาระดับสูงมาก (Very High-level Languages) หรือภาษายุคที่สี่ (Fourth-generation Languages)

         ภาษาในยุคที่สี่จะใช้คำสั่งเป็นภาษาอังกฤษเหมือนในยุคที่สาม แต่ต่างกันที่ภาษาในยุคที่สี่จะเป็นภาษาแบบไม่เป็นโพรซีเยอร์ (Non-procedural) กล่าวคือโปรแกรมเมอร์เพียงเขียนโปรแกรมสั่งว่าต้องการ อะไร (What) โดยไม่ต้องเขียนคำสั่งอธิบายว่าต้องทำอย่างไร (How) ดังนั้นการเขียนโปรแกรมภาษาในยุคที่สี่จึงง่าย สะดวกและรวดเร็ว

         ตัวอย่างประโยคภาษา SQL

         SELECT           FIRST_N, LAST_N, GPA

         FROM             STUDENT

         WHERE           GPA > 3.0

         ORDER BY        FIRST_N;

         ผลลัพธ์ที่ได้

         FIRST_N           LAST_N                    GPA

         ขวัญใจ             เชิดชูเกียรติ                  3.24

         ตติยา              กิติโชติสกุล                   3.65

         สรวงสุดา           ศุภโยธิน                     3.07

         ถ้าเขียนโปรแกรมด้วยภาษายุคที่สาม เพื่อให้ได้ผลลัพธ์อย่างเดียวกันนี้ จะต้องใช้ความพยายามและเวลามากกว่าหลายเท่าอย่าง ไรก็ตาม ภาษายุคที่สี่ไม่ได้ถูกออกแบบเพื่อทำงานด้วยตัวเองตามลำพัง ภาษายุคที่สี่จะต้องทำงานร่วมกับภาษาอื่นที่สามารถทำงานเกี่ยวกับรับข้อมูล การแสดงผล และการคำนวณที่ซับซ้อน ภาษาลักษณะนี้เรียกว่า Host Language คำว่า Host แปลว่า เจ้าบ้าน ภาษายุคที่สี่จึงเปรียบเสมือนผู้อาศัยที่มาอาศัยอยู่กับเจ้าบ้าน 

ภาษาธรรมชาติ (Natural languages)

         ในขณะที่การเขียนโปรแกรมภาษาในยุคที่สี่ จำเป็นจะต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบและโครงสร้างของภาษาอย่างเคร่งครัด แต่ในยุคของภาษาธรรมชาติอาจไม่จำเป็นภาษาธรรมชาติบาครั้งเรียกภาษาในยุคที่ห้า ซึ่งเป็นโปรแกรมภาษาการเรียกดูข้อมูล (Query) ที่อนุญาตให้ผู้ใช้สามารถส่งความต้องการเป็นคำพูดของภาษามนุษย์ที่เป็นโครงสร้างของภาษาอังกฤษได้เช่น ในภาษายุคที่สี่คำสั่ง SQL ที่ต้องการให้แสดงชื่อและนามสกุลของนักศึกษาที่มีเกรดเฉลี่ยมากกว่า 3.0 จะเขียนเป็น SELECT FIRST_N, LAST_N FROM STUDENT WHERE GPA > 3.0 แต่ในภาษาธรรมชาติสามารถเขียนคำสั่งได้เป็น TELL ME THE NAMES OF STUDENTS WITH GPA OVER 3.0 เป็นต้น 

 

โปรแกรมเชิงวัตถุ (Object Oriented Programming)

         การเขียนโปรแกรมแต่เดิมนั้น จำเป็นที่จะต้องเขียนคำสั่งให้ถูกต้องตามกฎระเบียบของโครงสร้างภาษานั้น ๆ อย่างรัดกุม เพื่อที่จะได้ให้ผลลัพธ์ตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ 

         การเขียนโปรแกรมเชิงวัตถุ คือกระบวนการที่โปรแกรมถูกจัดการให้อยู่ในรูปของวัตถุ (Objects) กล่าวคือในวัตถุแต่ละประเภท จะประกอบไปด้วยแอตทริบิวต์ (Attributes) และเมธอด (Methods)

         คุณสมบัติที่สำคัญในการเขียนโปรแกรมเชิงวัตถุ ได้แก่ การซ่อนข้อมูล (Encapsulation), การสืบทอด (Inheritance) และการมีหลายรูปแบบ (Polymorphism)

ภาษาเบสิก (BASIC)

         ภาษาเบสิกพัฒนาโดย John Kemerry และ Thomas Kurtz ใน ปี ค.ศ. 1963 เป็นภาษาที่ถูกออกแบบให้ใช้งานง่าย เหมาะสำหรับผู้ที่เริ่มต้นศึกษาการเขียนโปรแกรมจึงเป็นภาษาที่นิยมนำมาใช้ใน การสอนวิชาการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์เบื้องต้น

วิชวลเบสิก (Visual Basic)

         เป็นภาษาคอมพิวเตอร์ที่พัฒนาโดยบริษัทไมโครซอฟท์ โดยรุ่นแรกออกจำหน่ายในเดือนพฤษภาคอม 1991 ภาษาวิชวลเบสิกเป็นการนำโครงสร้างของภาษาเบสิกมาใช้ และพัฒนาหน้าจอสำหรับออกแบบส่วนติดต่อกับผู้ใช้งาน (User Interface) จึงทำให้ภาษาวิชวลเบสิกเป็นภาษาที่เข้าใจง่าย และเหมาะสำหรับการพัฒนาโปรแกรมประยุกต์ทั่วไป

ภาษาโคบอล (COBOL)

         COBOL ย่อมาจาก Common Business Oriented Language ซึ่งพัฒนาขึ้นตั้งแต่ช่วงต้นของ ค.ศ. 1960 ด้วยความร่วมมือของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา องค์การ-ธุรกิจ และมหาวิทยาลัยชั้นนำการ พัฒนาภาษาโคบอลแต่เดิมออกแบบมาเพื่อการประมวลผลบนเครื่องคอมพิวเตอร์เมนเฟรม แต่ในปัจจุบันได้มีการพัฒนาให้ทำงานกับเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ได้ด้วย รวมถึงการพัฒนาในรูปแบบของโปรแกรมเชิงวัตถุ ที่เรียกว่า Visual COBOL

ภาษาปาสคาล (PASCAL)

         ในช่วงปี ค.ศ. 1967-1971 นักวิทยาศาสตร์ชาวสวิสชื่อ Niklaus Wirth ได้พัฒนาภาษาปาสคลาสสำหรับการสอนการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ให้กับนักศึกษา โดยได้ตั้งชื่อภาษานี้ตามชื่อของนักคณิตศาสตร์ชาวฝรั่งเศส Blaise Pascal ซึ่งเป็นผู้พัฒนาเครื่องคำนวณในยุคแรกภาษาปาสคาลได้นำมาพัฒนาให้ใช้ได้ทั้งบนเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์และมินิคอมพิวเตอร์ และต่อมาบริษัทบอร์แลนด์ ได้พัฒนาเทอร์โบปาสคาล (Turbo Pascal) ขึ้นได้เป็นภาษาในรูปแบบของโปรแกรมเชิงวัตถุ

ภาษาฟอร์แทรน (FORTRAN)

         ภาษาฟอร์แทรน ย่อมาจาก FORmular TRANslator ซึ่งเป็นภาษาระดับสูงภาษาหนึ่ง ภาษาฟอร์แทรนพัฒนาโดยกลุ่มนักเขียนโปรแกรมของบริษัท IBM เพื่อ ใช้เป็นภาษาในการพัฒนาโปรแกรมประยุกต์ทางวิทยาศาสตร์ และเนื่องมาจากภาษาฟอร์แทรนถูกออกแบบมาให้ทำงานที่มีความซับซ้อนทาง คณิตศาสตร์และตรรกศาสตร์ จึงเป็นภาษาที่นิยมใช้กันในกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ วิศวกร และนักคณิตศาสตร์

ภาษาซี (C) และ C++

         เป็นภาษาที่พัฒนาโดย Dennis Ritchie ที่ห้องปฏิบัติการเบลล์ (Bell Laboratory) ซึ่ง จุดเริ่มต้นได้ออกแบบภาษาซีเพื่อการพัฒนาโปรแกรมควบคุมระบบ แต่ในปัจจุบันภาษาซีได้ถูกนำมาใช้อย่างกว้างขวางทั้งโปรแกรมประยุกต์ เช่น Word Processors และ Speradsheets และโปรแกรมความคุมระบบปฏิบัติการจาก ข้อดีของภาษาซีที่สามารถทำงานด้วยความรวดเร็ว ความยึดหยุ่นของโครงสร้างของไวยากรณ์ที่ง่ายต่อความเข้าใจ ทำให้ภาษาซีได้ถูกนำมาใช้ทั้งงานด้านวิทยาศาสตร์และธุรกิจ นอกจากนี้ภาษาซียังได้ถูกพัฒนาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยพัฒนาภาษา C++ ซึ่งเป็นโปรแกรมภาษาเชิงวัตถุภาษา C++ ถูกพัฒนาขึ้นในปี ค.ศ. 1980 โดย Bjarne Sroustrup ที่ห้องปฏิบัติการ Bell เช่นเดียวกับภาษาซี ภาษา C++ นิยมนำมาใช้เขียนโปรแกรมประยุกต์ เช่น Word Processorsนักเขียนโปรแกรมบางคนใช้ภาษาโปรแกรม C# (ซี-ชาร์ป) ซึ่งเป็นภาษาที่รวมคุณสมบัติของภาษา C และ C++ และเหมาสำหรับการพัฒนาโปรแกรมประยุกต์บนเว็บ

ภาษา HTML (Hypertext markup Language)

         เป็นภาษาที่มีกฎเกณฑ์และโครงสร้างเฉพาะตัว แต่จะไม่เข้มงวดเหมือนกับกฎเกณฑ์ของภาษาเบสิกหรือภาษา C++ ผู้เขียนโปรแกรมสามารถเขียนโปรแกรมด้านภาษา HTML บนโปรแกรม Text Editor หรือบนโปรแกรมประมวลผลคำทั่วไป เช่น Microsoft Word หรือจะเขียนโปรแกรมบน HTML Editor ก็ได้ภาษา HTML เป็นภาษาที่ใช้สำหรับเขียนเว็บเพจบนอินเทอร์เน็ต โดยสามารถเขียนเชื่อมโยงกับ เอกสารในรูปของข้อความ รูปภาพ วิดีโอ หรือเสียงก็ได้

ภาษาจาวา (Java)

         เป็นภาษาที่พัฒนาโดยบริษัท SunMicrosystems ภาษาจาวาเป็นภาษาที่โปรแกรมเชิงวัตถุที่มีโครงสร้างของภาษาคล้าย C++ ลักษณะ เด่นของภาษาจาวาที่ไม่เหมือนกับภาษาคอมพิวเตอร์อื่น ๆ คือเป็นภาษาที่สามารถทำงานได้บนระบบปฏิบัติการที่แตกต่างกัน มีคำกล่าวเกี่ยวกับคุณสมบัติเด่นของภาษานี้คือ “write once, run anywhere” ซึ่งแปลว่า เขียนเพียงครั้งเดียว ทำงานได้ทุกที่ภาษาจาวาเป็นภาษาที่นำไปใช้พัฒนาโปรแกรมประยุกต์ทั่วไป และคาดการณ์กันว่าจะเป็นภาษาที่นิยมกันมากในอนาคตอันใกล้นี้

XML (Extensible Markup Language)

         เป็นภาษาคอมพิวเตอร์เพื่อใช้ในการนำเสนอข้อมูลที่มีโครงสร้าง โดยโครงสร้างของภาษา XML เป็นแฟ้มข้อความ (text file) ที่ใช้แท็ก () ในการกำหนดชื่อและขนาดของข้อมูล ปัจจุบันองค์การอิสระที่ชื่อว่า World Wide Web Consortium (W3C) เป็นผู้ดูแลมาตรฐานของภาษานี้ เพื่อจะได้ใช้เป็นภาษาที่มีมาตรฐานเดียวกันทั่วโลก บริษัทคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ เช่น Microsoft, Netscape และ IBM ได้นำภาษานี้ไปใช้เพื่อใช้เป็นภาษามาตรฐานของเอกสารที่บันทึกในเครื่องคอมพิวเตอร์นอกจากที่ภาษาที่ได้กล่าวมาแล้ว ยังมีภาษาที่ได้รับความนิยมในการนำมาพัฒนาโปรแกรมประยุกต์ทางธุรกิจ เช่น ภาษาเอด้า (Ada) และภาษา RPG (Report Program Generator) เป็นต้น

 

การบริหารทรัพยากรซอฟต์แวร์

         ทรัพยากรซอฟต์แวร์มีคุณค่าและมูลค่าไม่น้อยไปกว่าทรัพยากรฮาร์ดแวร์ การทำงานของทั้งสองสิ่งจำเป็นต้องประสานสอดคล้องกัน ดังนั้นการบริหารจัดการทัพยากรซอฟต์แวร์จึงมีความสำคัญเช่นเดียวกับ ฮาร์ดแวร์

         1.  การจัดหาทรัพยากรซอฟต์แวร์  วิธีการได้มาซึ่งซอฟต์แวร์มีหลายวิธี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับลักษณะขององค์การ ตลอดจนลักษณะการดำเนินงานในส่วนต่าง ๆ ซึ่งวิธีการได้มาแตะละวิธีก็จะมีข้อเด่นและข้อด้อยที่แตกต่างกัน ดังนั้นผู้บริหารจึงควรให้ความสนใจเป็นพิเศษในการเลือกซอฟต์แวร์ว่าจะหามา ด้วยวิธีให้บุคลากรภายในองค์การพัฒนาการ   

         2.  การเลือกใช้ซอฟต์แวร์สำหรับองค์ การในการตัดสินใจเลือกซอฟต์แวร์มาใช้ในองค์การนั้น มีแนวทางเพื่อการพิจารณาดังต่อไปนี้

                  2.1  ความเป็นมาตรฐาน  ในแต่ละหน่วยงานจะมีซอฟต์แวร์ที่ใช้ในการดำเนินงานและพัฒนาโปรแกรมสำหรับเพิ่มเติมระบบเป็นมาตรฐานอยู่แล้ว 

                  2.2  ความเหมาะสมและคุณสมบัติของซอฟต์แวร์นั้น ๆ  ซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์ได้ถูกออกแบบมาเพื่องานเฉพาะอย่าง เช่น งานด้านธุรกิจ งานด้านวิทยาศาสตร์ จึงควรพิจารณาถึงลักษณะงานและคุณสมบัติเฉพาะของซอฟต์แวร์ที่นำมาใช้ด้วย

                   2.3  ความเข้ากันได้  ซอฟต์แวร์ที่เลือกใช้ต้องเข้ากันได้กับซอฟต์แวร์ระบบปฏิบัติการและฮาร์ดแวร์ที่ใช้ งานอยู่แล้ว เพื่อให้สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ


edit @ 17 Jan 2009 00:44:25 by Zigmagirl

edit @ 17 Jan 2009 03:45:38 by Zigmagirl

edit @ 20 Jan 2009 14:12:41 by Zigmagirl

edit @ 20 Jan 2009 16:20:18 by Zigmagirl

edit @ 20 Jan 2009 16:21:37 by Zigmagirl

edit @ 20 Jan 2009 16:31:16 by Zigmagirl

edit @ 20 Jan 2009 23:21:25 by Zigmagirl

Comment

Comment:

Tweet

cry cry cry question question question

#1 By ดี (202.29.222.102|202.29.222.102) on 2014-07-24 09:02